“ศุภจี” วางกรอบใช้เงิน คชก. 2,000 ล้านบาท รับมือเอลนีโญ มุ่งรักษาราคา–พยุงรายได้เกษตรกรปี 2570

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 16.30 น. ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ นำเสนอแนวทางสำคัญในการเตรียมความพร้อมดูแลเกษตรกรในปีงบประมาณ 2570

นางศุภจี เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการกำหนดกรอบการใช้เงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และกำหนดราคาเป้าหมายนำสินค้าเกษตรในปี 2570 โดยคำนึงถึงการใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องไปถึงปี 2570 ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรดังนั้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับไว้ล่วงหน้า ทั้งด้านการผลิต การบริหารจัดการผลผลิต การตลาด และการรักษาเสถียรภาพราคา เพื่อให้สามารถเข้าให้ความช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์

นางศุภจี กล่าวต่อว่า ที่ประชุมเห็นชอบกรอบการดำเนินงานกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท รองรับการดำเนินงาน 6 มาตรการ ทั้งด้านการตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพและยกระดับราคาสินค้าเกษตร และด้านการผลิต เพื่อพัฒนาโครงสร้างการผลิตและปรับปรุงคุณภาพสินค้า ครอบคลุมสินค้าเกษตรหลายกลุ่ม ได้แก่ พืชไร่ พืชน้ำมัน ผลไม้ พืชหัว ปศุสัตว์ ประมง เกลือทะเล ดอกไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ปัจจัยการผลิต รวมถึงกลุ่มสินค้าจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้ภาครัฐมีเครื่องมือพร้อมรับมือกับสถานการณ์สินค้าเกษตร และสามารถเข้าให้การดูแลเกษตรกรได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

“ขอให้กองทุนรวมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานเชิงรุก พร้อมประสานการช่วยเหลือให้ทันต่อสถานการณ์ และให้ความสำคัญกับการติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกโครงการเกิดผลเป็นรูปธรรม และเกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง โดยการดำเนินมาตรการต้องมุ่งตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของเกษตรกรอย่างตรงจุด” นางศุภจี กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการ คชก. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาทบทวนการกำหนดราคาเป้าหมายนำให้มีความเหมาะสม เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการติดตามสถานการณ์สินค้าเกษตร และประกอบการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเกษตรกรด้านการตลาด รวมทั้งให้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านทั้งสถานการณ์การผลิต การตลาด ต้นทุน และภาวะราคา เพื่อให้การดำเนินมาตรการสอดคล้องกับสถานการณ์จริงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร

นางศุภจี กล่าวว่า การวางกรอบการดำเนินงานครั้งนี้ถือเป็นการเตรียมความพร้อมเชิงรุกสำหรับปี 2570 โดยมุ่งให้การดูแลเกษตรกรไม่เพียงรองรับสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ยังช่วยเสริมความเข้มแข็งตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร และนำไปสู่รายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนของเกษตรกรในระยะยาว