กรมประมง..ชูงานวิจัยพลิกฟื้นพื้นที่ดินเค็มอีสาน สู่แหล่งผลิต “ปลากะพงขาว” มูลค่าสูง นำร่อง โคราช–อุดรฯ ปูทางสร้างต้นแบบเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกร

กรมประมง..เดินหน้ายกระดับการใช้ประโยชน์พื้นที่ดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พลิกข้อจำกัดการทำเกษตรสู่โอกาสสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร ผ่านโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนารูปแบบการเลี้ยงปลากะพงขาวในพื้นที่ดินเค็ม นำร่อง 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดอุดรธานี โดยนำศักยภาพของพื้นที่ดินเค็มมาพัฒนาเป็นฐานการผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง พร้อมบูรณาการองค์ความรู้จากกรมประมง กรมพัฒนาที่ดิน หน่วยงานในพื้นที่ และเกษตรกร ร่วมสร้างต้นแบบการเลี้ยงที่เหมาะสม เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับขยายผลสู่พื้นที่ดินเค็มอื่น ๆ ของประเทศ เพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

นางฐิติพร หลาวประเสรฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า…ปัญหา “ดินเค็ม (Saline Soil)” เป็นหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของการทำเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งความเค็มมีความสัมพันธ์กับชั้นเกลือหินใต้ดิน เมื่อเกลือถูกพาขึ้นมาสะสมบริเวณผิวดินหรือปะปนในแหล่งน้ำ จะส่งผลต่อคุณสมบัติของดินและน้ำ ทำให้การปลูกพืชเจริญเติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพ กระทบต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกร ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน (Inside-Out Development) ด้วยการดึงศักยภาพของทรัพยากรท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดหรือมีความได้เปรียบเชิงพื้นที่ ดังนั้น พื้นที่ดินเค็ม ซึ่งไม่เอื้ออำนวยต่อการปลูกพืชทั่วไปจึงถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่เป้าหมายสำหรับปรับเปลี่ยนสู่ระบบการผลิตใหม่ (Agricultural Transformation) เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตอบสนองต่อนโยบายระดับชาติ ซึ่งสอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการนำงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้แก้โจทย์ในพื้นที่จริง เพื่อสร้างโอกาสทางการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้เกษตรกร

กรมประมง จึงได้ดำเนินโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนารูปแบบการเพาะเลี้ยงปลากะพงขาวในพื้นที่ดินเค็มร่วมกับเกษตรกร เนื่องจาก “ปลากะพงขาว” ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สามารถปรับตัวได้ดีในน้ำที่มีระดับความเค็มหลากหลายและมีความเหมาะสมต่อการนำมาศึกษาวิจัยเพื่อเป็นอาชีพทางเลือกในพื้นที่ดินเค็มของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้กำหนดพื้นที่นำร่องที่อยู่ในแผนที่ดินเค็มของกรมพัฒนาที่ดิน 2 จังหวัด ได้แก่ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา และอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี พร้อมคัดเลือกเกษตรกรที่มีศักยภาพในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งต้องมีคุณสมบัติสำคัญตามเกณฑ์ที่โครงการกำหนด อาทิ มีบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำระบบปิด มีพื้นที่บ่อดินขนาดไม่น้อยกว่า 0.5 – 1 ไร่ และเป็นเกษตรกรที่ได้รับอนุญาตให้สามารถดำเนินการได้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินโครงการในรูปแบบการวิจัยร่วมกับเกษตรกร (On-farm Participatory Action Research) โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างเกษตรกร นักวิชาการ และหน่วยงานภาครัฐ พร้อมร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้จากการปฏิบัติจริง ตั้งแต่การเตรียมบ่อโดยการสนับสนุนจากกรมพัฒนาที่ดิน สำหรับในส่วนของกรมประมง กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ได้สนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิชาการและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ อาทิ การใช้จุลินทรีย์เพื่อปรับปรุงคุณภาพดินและน้ำ การเสริมโพรไบโอติกในอาหารสัตว์น้ำ การบำบัดตะกอนในบ่อเพื่อลดกลิ่นและของเสียสะสม รวมถึงการสาธิตการขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ต่อยอดได้จริง พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เช่น ระบบโซลาร์เซลล์ และการใช้อุปกรณ์เพิ่มออกซิเจนในน้ำ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อสุขภาพและการเจริญเติบโตของปลา อีกทั้งสำนักงานประมงจังหวัด ยังได้ติดตามการเลี้ยง เก็บข้อมูลต้นทุนผลผลิตและผลตอบแทนตลอดโครงการฯ

ทั้งนี้ จากการติดตามผลการดำเนินงานในพื้นที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 11 ราย และได้ปล่อยลูกปลาขนาด 6 นิ้ว ลงเลี้ยงรายละ 700 ตัว ในบ่อดินระบบปิด ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จนถึงปัจจุบันพบว่า ปลากะพงขาวสามารถปรับตัวและเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมของพื้นที่ที่มีค่าความเค็มเฉลี่ย 0-2 ppt  โดยมี อัตรารอดเฉลี่ย 86.56% และมีแนวโน้มการเจริญเติบโตที่น่าพอใจ อัตราการแลกเนื้อ (FCR) เฉลี่ยอยู่ที่ 1.12 โดยในจำนวนนี้ มีเกษตรกรที่ผลการเลี้ยงโดดเด่น มีอัตรารอดสูงถึง 95.70% แสดงให้เห็นว่า หากมีการจัดการบ่อ คุณภาพน้ำ อาหาร และสุขภาพสัตว์น้ำอย่างเหมาะสม พื้นที่ดินเค็มสามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อผลิตปลากะพงขาวได้อย่างมีศักยภาพ

นายล้อม เผยขุนทด ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาว อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า เดิมได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวในการทำนา แต่ด้วยสภาพดินและน้ำที่มีความเค็ม ทำให้ผลผลิตต่ำและไม่คุ้มกับการลงทุน ต่อมากรมพัฒนาที่ดินได้สนับสนุนการขุดบ่อ จึงใช้เลี้ยงปลาเพื่อบริโภคในครัวเรือน แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อกรมประมงได้เข้ามาต่อยอดส่งเสริมให้มีการทดลองเลี้ยง “ปลากะพงขาว” ซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยได้สนับสนุนลูกพันธุ์ปลา อาหาร และส่งเจ้าหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการบ่อ การตรวจคุณภาพน้ำ และการดูแลปลา รวมถึงแนะนำการใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเพื่อช่วยปรับสภาพน้ำ ทำให้เกษตรกรที่ไม่มีประสบการณ์เลี้ยงปลากะพงขาวสามารถเรียนรู้และจัดการการเลี้ยงได้ด้วยตนเอง และผลการเจริญเติบโตของปลาดีเป็นที่น่าพอใจ โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ได้ทำการจับผลผลิตรอบแรกพร้อมเปิดตัวจำหน่าย ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา โดยมีผู้บริโภคให้ความสนใจร่วมอุดหนุนเป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถจำหน่ายปลากะพงขาวขนาด 600–800 กรัม ได้จำนวน 180 ตัว คิดเป็นมูลค่ารวม 23,338 บาท โดยในอนาคตพร้อมนำกำไรมาลงทุนเลี้ยงเองในรุ่นถัดไป โดยมั่นใจว่าการเลี้ยงปลากะพงขาว จะสามารถพัฒนาเป็นอาชีพทางเลือกที่สร้างรายได้ให้ตนเองได้ในระยะยาว

ส่วนพื้นที่ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี  มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 10 ราย โดยได้เริ่มการทดลองเลี้ยงเมื่อ 17 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยปล่อยลูกพันธุ์ปลากะพงขาวขนาด 6 นิ้ว จำนวน 700 ตัว/ราย ลงเลี้ยงภายในบ่อดินระบบปิด โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลติดตามผลการเจริญเติบโต อัตราการรอด คุณภาพน้ำ ต้นทุนการผลิต เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับประเมินความเหมาะสมของการเลี้ยงในพื้นที่ก่อนสรุปผลการศึกษาในระยะต่อไป

อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า…โครงการวิจัยนี้นอกจากจะเป็นการสร้างองค์ความรู้ครบวงจรตลอดห่วงโซ่การผลิตแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และถ่ายทอดความรู้ระหว่างนักวิชาการและเกษตรกร ซึ่งจะช่วยให้สามารถปรับปรุงเทคนิคการเลี้ยงให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ เพื่อรองรับการพัฒนาเชิงนโยบายในอนาคต ทั้งด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการยกระดับรายได้ของเกษตรกรบนฐานข้อมูลทางวิชาการ โดยผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจของทั้งภาครัฐ เกษตรกร และภาคเอกชน ขยายการเลี้ยงปลากะพงขาวในพื้นที่ดินเค็มไปยังจังหวัดอื่น ๆ ที่มีศักยภาพต่อไป