กรมประมง..ชูอัตลักษณ์ “ประมงพื้นบ้านเขาแดง จ.ประจวบคีรีขันธ์” สร้างมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน จัดกิจกรรมส่งเสริม “เที่ยว–กิน–ซื้อ” ต่อยอดวิถีประมงสู่ความยั่งยืน

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ณ ชายทะเลบ้านทุ่งน้อย หมู่ที่ 3 ตำบลเขาแดง อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมเที่ยว กิน ซื้อ สินค้าประมงพื้นบ้าน ตำบลเขาแดง “สร้างสรรค์ สืบสานอัตลักษณ์ ประมงยั่งยืน” ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–23 สิงหาคม 2569 หนุนผลักดันศักยภาพของชุมชนประมงพื้นบ้าน เชื่อมโยง “การทำประมง การค้า และการท่องเที่ยว” เปิดพื้นที่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์ของชุมชน พร้อมเลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ท้องถิ่นจากชาวประมงสู่ผู้บริโภคโดยตรง และส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน โดยมี นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวต้อนรับ และ ว่าที่ร้อยตรีสมนึก พรหมศร ประมงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ชาวประมง ประชาชน และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยกระดับภาคการประมงให้เติบโตควบคู่กับการสร้างรายได้ ความมั่นคงในอาชีพ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวประมงอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “FISHERIES CONNECT FOR SUSTAINABILITY”
ที่มุ่งเชื่อมโยงการพัฒนาตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การบริหารจัดการทรัพยากร การผลิตและพัฒนาสินค้า ไปจนถึงการตลาด โดยนำศักยภาพและจุดแข็งของแต่ละพื้นที่มาต่อยอดให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ เปิดโอกาสให้ชาวประมงเข้าถึงตลาดและผู้บริโภคได้มากขึ้น เพิ่มช่องทางสร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับการจัดโครงการ “ส่งเสริมเที่ยว กิน ซื้อ สินค้าประมงพื้นบ้าน ตำบลเขาแดง” “สร้างสรรค์ สืบสานอัตลักษณ์ ประมงยั่งยืน” ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ถือเป็นการนำแนวทางดังกล่าวมาสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ โดยนำจุดแข็งที่มีอยู่ในชุมชนประมงพื้นบ้าน ทั้งทรัพยากรสัตว์น้ำ อาหารทะเลสด ภูมิปัญญา วิถีชีวิต และธรรมชาติชายฝั่งมาต่อยอดสู่การท่องเที่ยวและการตลาด เพื่อสร้างการรับรู้และดึงนักท่องเที่ยวได้ “เที่ยว” สัมผัสวิถีชุมชน “กิน” อาหารทะเลสดจากท้องถิ่น และ “ซื้อ” สินค้าและผลิตภัณฑ์จากชาวประมงโดยตรง ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสทางอาชีพแล้ว ยังเป็นการสร้างคุณค่าให้กับวิถีประมงพื้นบ้านและกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ชุมชนอีกด้วย

ทั้งนี้ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการประมงที่สำคัญ โดยมีพื้นที่ติดทะเลทั้ง 8 อำเภอ แนวชายฝั่งทะเลยาวถึง 246 กิโลเมตร ครอบคลุมกิจกรรมทั้งการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง การประมงทะเล และการประมงชายฝั่ง ในปี 2568 ภาคการประมงของจังหวัดสร้างมูลค่ารวมประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อปี ในจำนวนนี้เป็นมูลค่าจากเรือประมงพื้นบ้านถึง 1,300 ล้านบาท จากเรือจำนวน 3,245 ลำ และมีองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น 75 แห่ง สะท้อนให้เห็นว่าการประมงไม่เพียงเป็นอาชีพ แต่ยังเป็นฐานเศรษฐกิจและวิถีชีวิตที่สำคัญของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนประมงพื้นบ้านบ้านทุ่งน้อย ตำบลเขาแดง อำเภอกุยบุรี ซึ่งมีการสืบทอดอาชีพประมงจากรุ่นสู่รุ่น มีทั้งอาหารทะเลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากชาวประมงพื้นบ้าน รวมถึงมีธรรมชาติชายฝั่งที่สวยงาม การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการ เปลี่ยน “ต้นทุนของชุมชน” ให้เป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจ” กระจายการท่องเที่ยวเข้าสู่พื้นที่ สร้างตลาดให้สินค้าประมง และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้แก่ชาวประมงและคนในชุมชนอย่างยั่งยืน

ตลอดการจัดงาน 3 วัน มีการเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าประมงพื้นบ้านและผลิตภัณฑ์ชุมชนกว่า 100 ร้านค้า หลากหลายประเภท อาทิ อาหารทะเลสดจากเรือประมงพื้นบ้าน และผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำจากพี่น้องประมงพื้นบ้าน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ กิจกรรมเก็บขยะบริเวณชายหาด กิจกรรมสร้างบ้านปลา (ซั้งกอ) และกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ดังนี้ ในวันเปิดกิจกรรมมีการปล่อยลูกพันธุ์ปลาตะกรับจำนวน 20,000 ตัว (จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์) และระหว่างจัดกิจกรรมวันที่ 21-23 สิงหาคม 2569 จะมีการปล่อยพันธุ์ปูม้าระยะซูเอี้ย จำนวน 10,000,000 ตัว ลูกพันธุ์หอยแครงและหอยตลับรวมจำนวน 600 กิโลกรัม เพื่อส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของเยาวชน นักท่องเที่ยว และประชาชน ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศทางทะเลเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์กับการอนุรักษ์  โดยคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนกว่า 3 ล้านบาท

อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า…กรมประมงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดโครงการฯ ในครั้งนี้ จะช่วยสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว วิถีชีวิต และสินค้าประมงพื้นบ้านของชุมชนให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น สามารถสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่สินค้าประมงพื้นบ้านและผลิตภัณฑ์ชุมชน อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้ สร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพ สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในพื้นที่ พร้อมทั้งสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภาคการประมงไทยไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป