สช.ระดมภาคีเครือข่ายร่วมเดินหน้าพัฒนาประเด็น “การสร้างเสริมสุขภาวะบนพื้นฐานสิ่งแวดล้อม” เข้าสู่เวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 เสนอกิจกรรมธรรมชาติบำบัด เช่น “อาบป่า” เป็นแนวทางสร้างเสริมสุขภาพอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์-เบิกจ่ายในระบบหลักประกันฯ ได้ พร้อมหนุนพัฒนาองค์ความรู้-ศึกษาวิจัย ก่อนผลักดันสู่นโยบาย-มีมาตรฐานรับรอง
เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดการประชุมปรึกษาหารือถกแถลงนโยบายเพื่อการพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ประเด็น “การสร้างเสริมสุขภาวะบนพื้นฐานสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเป็นหนึ่งในระเบียบวาระที่อยู่ระหว่างกระบวนการพัฒนา เพื่อเตรียมเข้าสู่การพิจารณารับรองในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ประจำปี 2569 ที่จะมีการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-29 ต.ค. 2569 ภายใต้แนวคิดหลัก (Theme) “สังคมอยู่ดีมีพลัง: นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ”

สำหรับนโยบายสาธารณะประเด็นนี้ มุ่งที่จะยกระดับทรัพยากรธรรมชาติให้เป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพสมัยใหม่” ที่ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียม เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการรักษาโรคที่ปลายทาง สู่การสร้างเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน ด้วยกลไกการจัดการร่วมกันระหว่างภาคสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมีขอบเขตประเด็นครอบคลุมการใช้ทุนธรรมชาติเพื่อสร้างสุขภาวะในพื้นที่ Green (ป่าและพื้นที่สีเขียว) Blue (แหล่งน้ำและชายฝั่ง) และ Urban (พื้นที่เมือง) ด้วยกลไกการสั่งจ่ายกิจกรรมทางสังคม (Social Prescribing) การพัฒนาองค์ความรู้และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง การจัดทำมาตรฐานและแนวปฏิบัติด้านธรรรมชาติบำบัด เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิของชุมชน ด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

ดร.ปรัชญากรณ์ ไชยคช คณะทำงานและเลขานุการคณะทำงานพัฒนาประเด็นการสร้างเสริมสุขภาวะบนพื้นฐานสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ธรรมชาติบำบัด (Nature Therapy) เป็นชุดกิจกรรมที่ใช้ธรรมชาติเป็นเครื่องมือส่งเสริมสุขภาพกายและจิตใจ เช่น การอาบป่า (Forest Bathing) ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลพบว่าธรรมชาตินั้นสามารถช่วยบำบัดปัญหาด้านสุขภาพได้ใน 4 กลุ่ม คือ 1. สุขภาพจิตและอารมณ์ ช่วยลดฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) เพิ่มความสุข บรรเทาซึมเศร้าและภาวะหมดไฟ (Burnout) 2. โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ช่วยลดความดันโลหิต กระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเธติก เปลี่ยนพฤติกรรมเฉื่อยชา 3. ระบบภูมิคุ้มกันและทางเดินหายใจ โดยสาร Phytoncides จากต้นไม้เพิ่มเซลล์ NK (ทำลายไวรัส) รวมถึงหลบเลี่ยงและฟื้นฟูจากมลพิษ PM2.5 และ 4. กลุ่มประคับประคองและฟื้นฟู ช่วยฟื้นตัวหลังผ่าตัดไวขึ้น ใช้ยาน้อยลง ใช้สวนบำบัด (Sensory Gardens) ชะลอภาวะสมองเสื่อม
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเองยังมีช่องว่างและปัญหาเชิงโครงสร้างของการใช้ธรรมชาติบำบัดอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการขาดการรับรองมาตรฐาน ทำให้สิทธิหลักประกันสุขภาพยังไม่รับรองให้เบิกจ่ายได้ รวมถึงประเทศไทยขาดสถาบันรับรองนักบำบัดด้วยธรรมชาติตามกฎหมาย จึงยังจำกัดอยู่แค่กลุ่ม Hi-end ขณะเดียวกันก็ยังมีความเหลื่อมล้ำทางพื้นที่สีเขียว โดยเมืองใหญ่มีพื้นที่สีเขียวต่อหัวต่ำกว่าเกณฑ์โลก ขาดแคลนพื้นที่นิเวศธรรมชาติบริสุทธิ์ที่เข้าถึงได้ง่าย ตลอดจนการขาดฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ ที่เมื่อนโยบายขาดงานวิจัยรองรับ จึงทำให้รัฐลังเลที่จะลงทุน เป็นต้น
“สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือการประเมินความคุ้มค่า เราจำเป็นต้องมีงานวิจัยและหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อพิสูจน์ความคุ้มทุนว่า Green Social Prescribing หรือการที่แพทย์สั่งจ่ายกิจกรรมทางสังคม/ธรรมชาติ แทนการจ่ายยาทางการแพทย์นั้น สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของภาครัฐได้จริง เพื่อที่บริการนี้จะถูกนำไปพัฒนาเป็นสิทธิประโยชน์พื้นฐาน และบรรจุเข้าสู่ระบบสาธารณสุข ควบคู่ไปกับการสร้างระบบรับรองคุณภาพ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและมาตรฐานวิชาชีพ สำหรับผู้ให้บริการ ไกด์นำเที่ยว พื้นที่ ฯลฯ” เลขานุการคณะทำงานฯ ระบุ
ทั้งนี้ ภายในการประชุมได้มีการแบ่งโจทย์ของการถกแถลงนโยบายออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1. ระบบ Social Prescribing (SP) กระบวนการสั่งจ่ายกิจกรรมทางสังคมควรเป็นอย่างไร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และใครควรเข้ามามีส่วนร่วมบ้าง 2. เชิงพื้นที่ (Area-based) การบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์จากพื้นที่เขตเมือง สวนสาธารณะ พื้นที่ป่า และพื้นที่ทางทะเล 3. Wellness Tourism และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การใช้ประโยชน์จากป่าอย่างเหมาะสม และบทบาทการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นเพื่อกระจายรายได้ ไม่ให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับนายทุนเพียงอย่างเดียว 4. การสร้างความตระหนักและการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลกันระหว่างคนกับธรรมชาติ การเชื่อมโยงมิติด้านสุขภาพกับธรรมชาติเพื่อสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ โดยการจัดทำข้อมูลเชิงวิชาการและการสื่อสารสาธารณะ
สำหรับการประชุมหารือนั้นมีประเด็นที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการยกตัวอย่างบทเรียนของเยอรมนี ที่บรรจุให้การแช่น้ำแร่รวมอยู่ในโปรแกรมบำบัดสุขภาพบางอย่าง เช่น ออฟฟิศซินโดรม หรืออุตสาหกรรม Wellness ทั่วโลกที่มองไปไกลถึง Longevity หรือการมองหาวิธีทำให้ผู้คนมีอายุยืนยาว ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาองค์ความรู้ ศึกษากิจกรรมทางธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น การแพทย์แผนไทย ฯลฯ ว่ามีอะไรที่สามารถนำมายกระดับเพื่อใช้ในการบำบัดรักษาสุขภาพได้ ควบคู่ไปกับการพัฒนากลไกเพื่อกระจายรายได้จากการใช้ประโยชน์ทางธรรมชาติ กลับไปสู่พื้นที่ ชุมชน ท้องถิ่นได้
พร้อมกันนี้ได้มีการเสนอแนวทาง อาทิ มาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นให้สถานประกอบการจัดโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เช่น การปลูกป่า เก็บขยะ ฯลฯ, การวางกลไกทางภาษีเพื่อให้พื้นที่ที่เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว มีงบประมาณกลับไปฟื้นฟูทรัพยากร, การให้ระบบหลักประกันสุขภาพทั้ง 3 กองทุน บรรจุบริการหรือกิจกรรมการบำบัดเหล่านี้เข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ที่แพทย์สามารถสั่งจ่าย เพื่อขยับทิศทางจากการรักษาโรค ไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค ลดภาระการเจ็บป่วยมากขึ้น ภายใต้การศึกษาวิจัยที่ต้องอาศัยกลไกของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้ามาช่วย

ศ. สุริชัย หวันแก้ว ประธานคณะทำงานฯ กล่าวว่า ปัจจุบันกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะประเด็นนี้ความคืบหน้ามาเป็นลำดับ โดยได้รับความร่วมมือจากตัวแทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคสุขภาพ สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ ท้องถิ่น ฯลฯ ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญที่จะเข้ามาช่วยกันให้ข้อเสนอแนะและประสบการณ์ที่รอบด้านจากหลายสายงาน เพื่อทำให้ข้อเสนอเชิงนโยบายประเด็นนี้มีความเข้มแข็ง
ศ. สุริชัย กล่าวว่า มติสมัชชาสุขภาพฯ ประเด็นนี้ จะไม่ได้ให้ความสนใจเพียงการที่จะใช้ประโยชน์จากธรรมชาติมาบำบัดรักษาเท่านั้น แต่ขณะเดียวกันยังจะต้องมองคุณค่าทางธรรมชาติ ที่นำไปสู่การเพิ่มความรอบคอบต่อการดำเนินนโยบายและการพัฒนาของประเทศให้มากขึ้น นอกจากนี้ สิ่งสำคัญยังเป็นการบูรณาการร่วมกับฐานทุนเดิมของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ที่มีอยู่กว่า 103 มติ จากการจัดทั้งหมด 18 ครั้ง เรื่องไหนที่สามารถนำมาเชื่อมโยงได้ รวมทั้งการแปลงเป้าหมายที่แต่ละหน่วยงานอยากผลักดันให้เข้ามาเป็นโจทย์ร่วม ที่จะกลายเป็นแรงส่งไปสู่การปฏิบัติที่เข้มแข็งหลังจากนี้ต่อไป

ด้าน ดร.นาตยา พรหมทอง ผู้อำนวยการสำนักนโยบายสาธารณะภาคกลาง สช. กล่าวว่า ข้อมูลความคิดเห็นที่ได้จากการประชุมหารือร่วมกันในครั้งนี้ จะถูกนำไปพัฒนาร่างเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยจะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในระดับพื้นที่และระดับประเทศ ก่อนเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการรับรองในเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ วันที่ 27-28 ต.ค. นี้ ซึ่งหลังจากนั้นข้อเสนอเชิงนโยบายประเด็นก็จะถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะพิจารณาและส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อไป






