รองนายกฯ “ทรงศักดิ์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม คทช. ครั้งที่ 2/2569 มอบนโยบายการบริหารจัดการที่ดินของประเทศ พร้อมตั้งอนุกรรมการฯ รองรับการถ่ายโอนภารกิจ บจธ. เร่งขับเคลื่อนโฉนดชุมชน ภายใต้ คทช.

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เวลา 13.30 น. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ครั้งที่ 2/2569 โดยมี ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (ผอ.สคทช.) ในฐานะกรรมการและเลขานุการ คทช. พร้อมด้วยผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ สคทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ เข้าร่วมประชุมฯ เพื่อติดตามความคืบหน้าและพิจารณากำหนดแนวทางการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ ณ ห้องประชุม 501 ชั้น 5 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

นายทรงศักดิ์ฯ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การบริหารจัดการที่ดินของประเทศ เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากที่ดินคือปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของพี่น้องประชาชนในการสร้างความมั่นคง ทั้งในด้านที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน และเพื่อสร้างเอกภาพในการบริหารจัดการที่ดินของประเทศ จึงมีนโยบาย ดังนี้

1. ให้ทุกหน่วยงานที่มีการจัดที่ดิน ต้องจัดทำแผนการดำเนินงานเสนอต่อ คทช. เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนที่จะดำเนินการ และเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ ให้นำมาเสนอ คทช. เพื่อทราบ โดยให้ สคทช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คทช. รับไปประสานหน่วยงานเพื่อจัดทำแนวทางการดำเนินงาน เสนอ ต่อ คทช. พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

2. ในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมพัฒนาอาชีพ โดยเฉพาะการดำเนินการจัดที่ดินในพื้นที่ป่าไม้หรือที่เรียกว่ารถไฟ 5 ขบวน และพื้นที่ป่าไม้ถาวร ที่ดำเนินการโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอให้คณะอนุกรรมการ ส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด รับพื้นที่ไปดำเนินการด้วยเพื่อยกระดับประชาชนที่ได้รับการจัดที่ดินจากรัฐ ให้มีรายได้ที่ดีขึ้น

สำหรับประเด็นการจัดที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชนท่านนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ คทช. เร่งรับรองสิทธิและสถานะของราษฎรที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของระเบียบโฉนดชุมชนฯ เดิม ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน และรายงานผลต่อคณะรัฐมนตรี โดยให้กำหนดขั้นตอน ผู้รับผิดชอบ และกรอบเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจน รวมถึงให้ คทช. ร่วมกับหน่วยงานเจ้าของที่ดิน กำหนดมาตรการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประชาชนที่อยู่ในกระบวนการพิสูจน์หรือรับรองสิทธิไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการขับไล่ การรื้อถอน หรือการดำเนินการที่อาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนเกินสมควรในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยทุกมาตรการจะต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่เป็นการรับรองสิทธิแก่ผู้บุกรุกรายใหม่ หรือเปิดช่องให้มีการขยายพื้นที่เพิ่มเติม แต่เป็นการคุ้มครองประชาชนที่อยู่ในกระบวนการแก้ไขปัญหาของรัฐมาแต่เดิม จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

1. ให้คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษากำหนดแนวทาง มาตรการ และกระบวนการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชน เร่งรัดดำเนินการ และเร่งชี้แจงทำความเข้าใจแก่ผู้ชุมนุมและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

2. ให้หน่วยงานเจ้าของที่ดินกำหนดมาตรการชั่วคราว เพื่อชะลอการดำเนินการที่อาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือกระทบสิทธิต่อประชาชน โดยเฉพาะใน 4 ชุมชนที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการโฉนดชุมชนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงชุมชนที่ได้ยื่นความประสงค์จะดำเนินงานโฉนดชุมชนแล้ว ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกระเบียบดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน

รองนายกฯ กล่าวต่อไปว่า ประเด็นสุดท้าย เรื่องการเตรียมการรองรับการเปลี่ยนผ่านของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติขยายระยะเวลาการยุบเลิกออกไปเป็นภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนขอให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแนวทางรองรับการถ่ายโอนภารกิจของ บจธ. เพื่อรวบรวมภารกิจคงค้าง ศึกษาข้อจำกัดการดำเนินการ และจัดทำข้อเสนอในการถ่ายโอนภารกิจ สินทรัพย์ และสิทธิประโยชน์ของประชาชน ไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่อย่างเหมาะสม และเป็นธรรม

“ผมขอมอบหมายให้คณะอนุกรรมการชุดต่าง ๆ ฝ่ายเลขานุการฯ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการความร่วมมือกันเพื่อขับเคลื่อนนโยบายการบริหารจัดการที่ดินของประเทศ โดยยึดหลักการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โปร่งใส สร้างความเป็นธรรมแก่สังคม ไม่เปิดช่องทางให้ผู้บุกรุกที่ดินหรือกลุ่มนายทุนได้ใช้โอกาสของช่องว่างทางกฎหมายนี้หาผลประโยชน์ในการเข้าถึงสิทธิในที่ดิน และที่สำคัญที่สุดคือต้องคำนึงถึงผลกระทบของพี่น้องประชาชนในทุกมิติ” นายทรงศักดิ์ฯ กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวที่ประชุมได้รับทราบผลการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๘ ถึงปัจจุบัน ในพื้นที่เป้าหมาย 1,672 พื้นที่ 73 จังหวัด เนื้อที่ประมาณ 4,533,736 ไร่ ซึ่งออกหนังสืออนุญาตแล้ว 1,012 พื้นที่ เนื้อที่ประมาณ 3,654,871 ไร่ จัดคนเข้าใช้ประโยชน์แล้ว 114,755 ราย 144,734 แปลง และส่งเสริมพัฒนาอาชีพแล้ว 389 พื้นที่ ใน 69 จังหวัด รวมทั้งรับทราบความคืบหน้าผลการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4000 (One Map) พื้นที่กลุ่มที่ 5 – 7 จำนวน 33 จังหวัด

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแนวทางรองรับการถ่ายโอนภารกิจของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. เพื่อเตรียมรองรับการยุบเลิกหน่วยงานภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 ตามมติคณะรัฐมนตรี ตลอดจนเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษากำหนดแนวทาง มาตรการ และกระบวนการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชน โดยแต่งตั้ง นายชลธิศ สุรัสวดี และ นายไมตรี จงไกรจักร์ เป็นอนุกรรมการ และรับทราบผลการประชุมหารือและลงพื้นที่แก้ไขปัญหาข้อพิพาทด้านที่ดินในพื้นที่ตำบลก้อ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ซึ่ง สคทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและรายงานให้ คทช. ทราบต่อไป