นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.15 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.06 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมา ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง เข้าใกล้โซนแนวต้าน 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.04-33.16 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยการพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังคงมีประเด็นในการเจรจาข้อตกลงและเงื่อนไข การเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ขณะเดียวกัน กลุ่ม Houthi ยังคงเดินหน้าโจมตีเป้าหมายในพื้นที่ ซึ่งระบุว่าเกี่ยวข้องกับฝั่งซาอุฯ โดยภาพดังกล่าวยังได้หนุนให้ ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง พร้อมทั้งหนุนการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ผ่านการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวลงสู่โซน 4,240 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มแรงกดดันต่อเงินบาทด้วยเช่นกันในช่วงคืนที่ผ่านมา
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวผสมผสาน โดยผู้เล่นในตลาดต่างไม่รีบเพิ่มความเสี่ยงมากนัก เพื่อรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อีกทั้ง สถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงที่จะร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งแม้การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบตามความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ทว่า กลับมีส่วนกดดันบรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำให้ โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.85% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.18% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -0.06%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.16% โดยตลาดหุ้นยุโรปยังคงได้แรงหนุนจากความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เกือบตลอดช่วงการซื้อ-ขาย ก่อนที่ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิง โดยเฉพาะประเด็นข้อตกลงการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz และการโจมตีของกลุ่ม Houthis จะกลับมากดดันตลาดหุ้นยุโรปในช่วงท้าย ทว่า หุ้นกลุ่มพลังงานของยุโรปยังพอได้อานิสงส์จากประเด็นดังกล่าวบ้าง และรีบาวด์ขึ้นราว +1% โดยเฉลี่ย
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 4.68% อีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และการทยอยปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของผู้เล่นในตลาด หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ตามความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับสถานะของผู้เล่นในตลาดบางส่วน เช่น การ Cover Short ก่อนรับรู้ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 99.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.7-100 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาหนุนทั้งการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) พลิกกลับมาปรับตัวลงบ้าง สู่โซน 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) และ อัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยต่อการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินของ FED อีกทั้ง รายงานข้อมูลดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED ได้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 35% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้
ส่วนทางฝั่งจีน ในช่วงเช้าตรู่ของวันเสาร์ ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นวนตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) เดือนกรกฎาคม
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และที่สำคัญ ควรจับตา ทั้งการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor และค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยมีโอกาสทยอยอ่อนค่าลงบ้างทดสอบโซนแนวต้าน 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่อาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงินเอเชียเพิ่มเติม ไม่ต่างกับฝั่งตลาดการเงินสหรัฐฯ ในช่วงคืนที่ผ่านมา นอกจากนี้ หากเงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง เรามองว่า การแข็งค่าอาจเป็นไปอย่างจำกัดมาก โดยอาจติดแถวโซนแนวรับ 33.00-33.10 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเราสังเกตว่า ในช่วงวันก่อนหน้า เงินบาทไม่สามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับดังกล่าวได้อย่างชัดเจน แม้ว่า เงินบาทจะได้แรงหนุนจากนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาซื้อสินทรัพย์ไทยสุทธิกว่า 1 หมื่นล้านบาท สะท้อนถึงแรงซื้อเงินดอลลาร์ (รวมถึงความต้องการเพิ่มสถานะ Short THB หรือมองเงินบาทอ่อนค่า) ที่แข็งแกร่งในบริเวณดังกล่าว
ทั้งนี้ เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงผันผวนสูงขึ้น และมีโอกาสที่จะเคลื่อนไหวทะลุกรอบแนวรับ/แนวต้านดังกล่าวได้ ในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกรณีที่ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ออกมาดีกว่าคาดชัดเจน ทำให้ ผู้เล่นในตลาดอาจปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย หนุนการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ซึ่งอาจกลับมากดดันทั้ง ราคาทองคำและเงินบาทได้พอควร โดยจากสถิติในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา พบว่า เงินบาทเสี่ยงผันผวนในกรอบ +/-1 SD ราว +/-0.3%
เนื่องจากเงินบาทได้ทยอยแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน นั้น จะถือว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้ม “แข็งค่า” หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหว Sideways และ หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.00-33.35 บาท/ดอลลาร์

