
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยภายหลังคณะกรรมการมรดกโลก มีมติเอกฉันท์ให้ขึ้นทะเบียน “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช” เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของประเทศไทย ว่า นับเป็นความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์และเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ เพราะการได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่าย แต่ต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบด้านจากคณะกรรมการผู้แทนประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
นายสุชาติ กล่าวว่า ตนได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี และเห็นหลายประเทศที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกเป็นครั้งแรก โดยมีผู้นำประเทศเดินทางมาร่วมแสดงความขอบคุณต่อคณะกรรมการด้วยตนเอง ขณะที่ประเทศไทยมีตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมภารกิจดังกล่าว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการทำงานต่อเนื่องของทุกภาคส่วน ใช้เวลาผลักดันยาวนานผ่านถึง 5 รัฐบาล นับตั้งแต่ปี 2562 ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน รัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร และรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งรัฐบาลชุดแรกและชุดปัจจุบัน จึงไม่ใช่ความสำเร็จของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่เป็นความสำเร็จของประเทศไทยทั้งประเทศ
“การนำแหล่งวัฒนธรรมขึ้นทะเบียนมรดกโลกต้องใช้เวลายาวนาน ต้องรวบรวมข้อมูล หลักฐาน และชี้แจงเหตุผลอย่างละเอียด วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารมีประวัติศาสตร์และอารยธรรมยาวนานกว่า 1,500 ปี มีโบราณวัตถุกว่า 32,000 ชิ้น ซึ่งประเทศไทยยังมีภารกิจต้องดำเนินการตามเงื่อนไขของยูเนสโกในการจัดทำฐานข้อมูลและบันทึกภาพโบราณวัตถุทั้งหมด ถือเป็นงานสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง”
นายสุชาติ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ประเทศไทยเตรียมผลักดันการเสนอ กลุ่มวัดสำคัญ 7 วัด รอบกำแพงเมืองเชียงใหม่ เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งต่อไป โดยมีแนวคิดในลักษณะเดียวกับเมืองมรดกโลกหลวงพระบางของ สปป.ลาว ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจประเมินของยูเนสโก ซึ่งความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งชุมชน ผู้นำท้องถิ่น วัด และหน่วยงานภาครัฐ ไม่ใช่เพียงกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง
“กรณีวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารก็เช่นกัน ความสำเร็จเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย จึงถือเป็นข่าวดีที่คนไทยควรภาคภูมิใจร่วมกัน”
นายสุชาติ กล่าวด้วยว่า ตนรู้สึกเสียดายที่ยังมีบางฝ่ายนำเรื่องดังกล่าวไปวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงการเมือง ทั้งที่เป็นความสำเร็จของประเทศชาติ
“ผมอยากให้ทุกฝ่ายมีวุฒิภาวะ อย่านำความดีใจของคนไทยทั้งประเทศไปโยงเป็นประเด็นการเมือง ผมไม่เคยบอกว่านี่เป็นผลงานของรัฐบาลชุดนี้ เพราะเรื่องนี้ดำเนินการต่อเนื่องมาถึง 5 รัฐบาล หากวันหนึ่งรัฐบาลในอนาคตได้รับผลสำเร็จจากสิ่งที่รัฐบาลก่อนเริ่มไว้ ก็ควรยินดีกับประเทศ ไม่ใช่ปฏิเสธความสำเร็จ เราควรมีใจเป็นกลาง เป็นธรรม และมีหัวใจของความเป็นคนไทย”
นายสุชาติ กล่าวว่า การได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจะช่วยสร้างคุณค่าและเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของประเทศอย่างมหาศาล โดยยกตัวอย่างว่า ในช่วงเทศกาลสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันมาฆบูชาและวันวิสาขบูชา เดิมมีประชาชนเดินทางไปสักการะวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารวันละประมาณ 30,000 คน แต่หลังจากมีกระแสข่าวการเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลก มีผู้เดินทางเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 200,000 คน
“จึงอยากให้สื่อมวลชนช่วยกันนำเสนอข่าวดีของประเทศ เพราะสิ่งที่ประเทศไทยได้รับในวันนี้ ไม่ใช่ของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่เป็นประโยชน์ของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ” นายสุชาติ กล่าว

