รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผยเหตุไฟไหม้โกดัง “บ้านบึง” สงบแล้ว ไม่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ส่งทีม SEhRT เฝ้าระวังผลกระทบสุขภาพประชาชนพื้นที่ใกล้เคียงและสิ่งแวดล้อมแล้ว พร้อมออกตรวจเยี่ยม มอบอุปกรณ์ที่จำเป็นแก่ประชาชน แนะ 7 แนวทางป้องกันผลกระทบจากควันไฟและสารเคมีเหตุไฟไหม้ หากมีอาการผิดปกติให้รีบพบแพทย์ ย้ำ 5 วิธีช่วย “กิจการเสี่ยง” ลดโอกาสเกิดไฟไหม้ ระเบิด สารเคมีรั่วไหล
วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้กองวัสดุ พื้นที่ ม.3 ต.บ้านบึง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ว่า ได้รับรายงานจากทีมปฏิบัติการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม (ทีม SEhRT) ศูนย์อนามัยที่ 6 ชลบุรี ว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 เวลา 20.30 น. ส่งผลทำให้โรงวัสดุ จำนวน 1 หลัง และรถยนต์ จำนวน 2 คัน เกิดความเสียหาย แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต โดยอำเภอบ้านบึงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัดในเวลา 22.00 น. โดยใช้รถขุดตัก พร้อมทีมดับเพลิง ดำเนินการดับเพลิงจนแล้วเสร็จช่วงเวลา 01.30 น. ที่ผ่านมา ส่วนผลกระทบจากควันไฟที่มีต่อสุขภาพของผู้คนที่อยู่บริเวณโดยรอบนั้น ทีม SEhRT ศูนย์อนามัยที่ 6 ชลบุรี ได้ประสานแจ้งตรวจสอบเหตุการณ์กับทีม SEhRT สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ชลบุรี และติดตามสถานการณ์ผ่านไลน์ป้องกันชลบุรีจนสถานการณ์สิ้นสุด พบว่า พื้นที่ใกล้เคียงที่เกิดเหตุมีหอพักของแรงงานข้ามชาติ มีคนพักอาศัยประมาณ 500 คน ขณะเกิดเหตุอยู่ในทิศทางเหนือลม ได้รับผลกระทบจากกลิ่นและควัน คนงานได้ลงมาจากห้องพักแต่ไม่ย้ายออกนอกพื้นที่ จนกระทั่งเพลิงสงบจึงกลับขึ้นห้องพัก ปัจจุบันยังไม่มีผู้มารับบริการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลบ้านบึง
“เบื้องต้นทีม SEhRT สสจ.ชลบุรี และสาธารณสุขอำเภอ (สสอ) บ้านบึง ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติการดูแลประชาชนในบริเวณข้างเคียงและเฝ้าระวังผลกระทบหรืออาการแสดงประชาชน รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ทีมสาธารณสุขอำเภอบ้านบึงและโรงพยาบาลบ้านบึงจะลงพื้นที่ประเมินผลกระทบด้านสุขภาพอีกครั้ง ซึ่งตนได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ออกตรวจเยี่ยมประชาชนและสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็นให้แก่ประชาชน” นายพัฒนากล่าว

นายพัฒนากล่าวต่อว่า วิธีการป้องกันตนเองเพื่อลดความเสี่ยงผลกระทบสุขภาพจากเหตุเพลิงไหม้และสารเคมีรั่วไหลจากโรงงานพลาสติก คือ 1.หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงให้รีบอพยพออกจากพื้นที่ทันที หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งและควรอยู่เหนือลมหรืออากาศถ่ายเทสะดวก 2.หลีกเลี่ยงการสูดดมควันและสวมหน้ากากคาร์บอนเพื่อป้องกันไอระเหยของสารเคมี 3.กรณีสัมผัสควันไฟหรือไอระเหยสารเคมีที่ผิวหนัง ให้รีบล้างทำความสะอาดด้วยน้ำและสบู่ทันที หากเข้าตาให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาดอย่างน้อย 15 นาที 4.เสื้อผ้าที่ปนเปื้อนสารเคมีให้ถอดแยกจากเสื้อผ้าทั่วไป หากปนเปื้อนมากให้ถอดทิ้งทันที 5.หากมีอาการผิดปกติ เช่น ระคายเคืองตา ผิวหนัง ทางเดินหายใจ คลื่นไหส้อาเจียน เวียนศีรษะ มึนงง หายใจหอบเหนื่อย กล้ามเนื้ออ่อนแรง ให้รีบพบแพทย์ทันที 6.เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงอย่างใกล้ชิด เช่น เด็ก หญิงให้นมบุตร ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ เป็นต้น หากมีอาการผิดปกติให้รีบพบแพทย์ และ 7.ติดตามข้อมูลสถานการณ์และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด ย้ายกลับเมื่อได้รับแจ้งยืนยันความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว ส่วนมาตรการเชิงป้องกันสำหรับสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ ระเบิด และรั่วไหลของสารเคมี เช่น กิจการรับซื้อสะสมของเก่า กิจการโกดังสินค้า กิจการผลิตน้ำแข็ง กิจการผลิต สะสมดอกไม้เพลิง เป็นต้น มีข้อปฏิบัติคือ 1) มีแผนป้องกันอัคคีภัยและจัดเตรียมเครื่องมือป้องกันอัคคีภัย 2) หมั่นตรวจสอบบำรุงรักษาสายไฟ อุปกรณ์ระบบไฟฟ้าและเครื่องจักรให้อยู่ในสภาพดี 3) จัดเก็บสิ่งของให้เป็นระเบียบ เป็นสัดส่วนอย่างเหมาะสม ไม่แออัดหรือมากจนเกินไป 4) มีสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับจัดเก็บสารเคมี วัตถุอันตราย ของเหลวไวไฟ วัตถุไวไฟ หรือสิ่งของที่อาจก่อให้เกิดอันตรายหรืออัคคีภัยได้ง่าย และ 5) ห้ามสูบบุหรี่ในพื้นที่การผลิต พื้นที่จัดเก็บวัตถุดิบ



