รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คิกออฟขับเคลื่อนนโยบาย “อาสาพยาบาลชุมชน” หรือ อสพ. ยกระดับการดูแลประชาชนให้เข้าถึงบริการสุขภาพอย่างครอบคลุม ทั่วถึงและต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับครัวเรือน ย้ำบทบาทไม่ได้ทดแทนวิชาชีพหรือทับซ้อนกับ อสม. แต่เป็นส่วนเสริมระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิให้เข้มแข็ง เน้นผู้ป่วย 4 กลุ่มหลัก เมื่อเจ็บป่วยมีคนใกล้บ้านพร้อมรับฟัง แนะนำ ประสานการดูแล

วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงานขับเคลื่อนนโยบายอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่าย บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขเข้าร่วมงาน โดยนายพัฒนากล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ผลักดันนโยบาย อสพ. เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพของประชาชนให้เข้าถึงระบบบริการสุขภาพได้อย่างครอบคลุม ทั่วถึงและต่อเนื่องยิ่งขึ้น เนื่องจากความต้องการการดูแลสุขภาพของประชาชนมีความซับซ้อนมากขึ้น รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ เพราะเชื่อมั่นว่าสุขภาพที่ดีต้องเริ่มต้นจากชุมชนที่เข้มแข็ง หากประชาชนได้รับการดูแลตั้งแต่ระดับครัวเรือน ได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง ได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่อง และสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดภาระของโรงพยาบาล และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน
“อสพ. ไม่ได้มาทดแทนบุคลากรวิชาชีพ แต่มาเสริมพลังให้กับระบบบริการสุขภาพ เติมเต็มการทำงานให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงการปฏิบัติงานระหว่าง อสม. หน่วยบริการสุขภาพ และทีมสหวิชาชีพ ภายใต้การกำกับดูแลของบุคลากรวิชาชีพอย่างเป็นระบบ ช่วยให้ประชาชนได้รับการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นผู้ที่สร้างความเชื่อมั่นและความอบอุ่นให้กับประชาชน ว่าเมื่อเจ็บป่วยหรือมีปัญหาสุขภาพ ยังมีคนใกล้บ้านที่พร้อมรับฟัง ให้คำแนะนำ และประสานการดูแลอย่างทันท่วงที ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนทุกคนทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม ตามเป้าหมายการยกระดับสุขภาพที่มั่นคงของประเทศ” นายพัฒนากล่าว

ด้านนายแพทย์สมฤกษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพที่สำคัญหลายประการ ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ การเพิ่มขึ้นของโรค NCDs รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตและผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด ซึ่งต้องมีการติดตามดูแลต่อเนื่องในชุมชน ขณะที่บุคลากรในระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยเฉพาะพยาบาลวิชาชีพใน รพ.สต. มีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบจำนวนมาก กระทรวงสาธารณสุขจึงพัฒนา อสพ. เพื่อเสริมกำลังคนด้านสุขภาพในระดับชุมชนและสนับสนุนระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ ช่วยเติมเต็มการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพ ติดตามผู้ป่วยรายบุคคล เฝ้าระวังสัญญาณอันตราย ประสานส่งต่อ และบันทึกข้อมูลสุขภาพ ภายใต้การกำกับดูแลของบุคลากรวิชาชีพและหน่วยบริการสุขภาพ ในประชาชน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.ผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง 2.ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 3.แม่และเด็ก และ 4.ผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด โดยระยะแรกจะคัดเลือกบุคคลเข้ารับการอบรม 7,256 คน ใน 76 จังหวัด จัดสรรตำบลละ 1 คน ผู้ผ่านการคัดเลือกจะต้องเข้ารับการอบรมตามหลักสูตรที่เหมาะสมกับคุณวุฒิและประสบการณ์ ผ่านการประเมินความรู้ ทักษะ จริยธรรม ความรับผิดชอบ และความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ก่อนปฏิบัติหน้าที่ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้การดำเนินงานมีมาตรฐาน โปร่งใส และตรวจสอบได้
นพ.ภูวเดช กล่าวว่า คุณสมบัติของผู้สมัคร อสพ. ต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และอายุไม่เกินเกณฑ์ตามกลุ่มคุณวุฒิ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี มีชื่อในทะเบียนบ้านหรืออาศัยอยู่จริงในพื้นที่สมัคร หรือเป็นบุคคลที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านหรือประธานชุมชนรับรองว่าเป็นคนในพื้นที่ สามารถปฏิบัติงานในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่กำหนดระยะเวลาอยู่อาศัยขั้นต่ำ รวมถึงผ่านการตรวจเลือกทหารกองเกินหรือพ้นภาระทางทหารแล้ว แบ่งคุณวุฒิเป็น 3 ส่วน คือ ปริญญาตรีทั่วไป อายุไม่เกิน 60 ปี เข้ารับการอบรม 240 ชั่วโมง, ปริญญาตรีด้านสุขภาพ ได้แก่ แพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และเภสัชศาสตร์ สหเวชศาสตร์และการฟื้นฟูสุขภาพ การแพทย์ฉุกเฉิน การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกที่มีกฎหมายกำกับ กลุ่มสาธารณสุขและสุขภาพชุมชน กลุ่มโภชนาการ การออกกำลังกาย และเวชศาสตร์การกีฬา กลุ่มสุขภาพจิตและพฤติกรรมสุขภาพ เข้ารับการอบรม 120 ชั่วโมง ส่วนกลุ่มพยาบาลวิชาชีพ วิชาชีพเวชกรรม และวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน ที่มีใบประกอบวิชาชีพ เข้ารับการอบรม 30 ชั่วโมง ยื่นสมัครด้วยตนเองที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในพื้นที่หรือที่ที่ สจจ.กำหนดได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมสมัคร






