สธ. เผย แคมเปญ “74 วัน 74 ล้านแคลอรี” ทะลุเป้า ทำได้กว่า 141 ล้านแคลอรี เตรียมจัดมหกรรม “รวมพลังคนไทย เฉลิมพระเกียรติฯ” ปิดโครงการอย่างยิ่งใหญ่ที่ สนามศุภชลาศัย 9 ส.ค. นี้

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยความสำเร็จโครงการออกกำลังกาย “74 วัน 74 ล้านแคลอรี” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีประชาชนทั่วประเทศร่วมสะสมแคลอรีผ่านแอปฯ “ก้าวท้าใจ” เกินเป้าหมาย รวมกว่า 141 ล้านแคลอรี พร้อมนัดรวมพลปิดโครงการอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ ณ สนามศุภชลาศัย ในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนในระยะยาว ลดความเสี่ยงโรค NCDs และสร้างสังคมไทยที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยความคืบหน้าโครงการออกกำลังกาย “74 วัน 74 ล้านแคลอรี” ตามโครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ว่า จากการสรุปข้อมูลการใช้พลังงานรายเขตสุขภาพ ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 พบว่า มียอดพลังงานสะสมรวมทั้งสิ้น 141,813,067 แคลอรี เกินจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 74 ล้านแคลอรี โดยเขตสุขภาพที่ 7 มีการใช้พลังงานสูงสุด 31,270,734 แคลอรี รองลงมาเป็นเขตสุขภาพที่ 10 (18,655,191 แคลอรี) และเขตสุขภาพที่ 6 (14,458,828 แคลอรี) ซึ่งสะท้อนถึงความตื่นตัวในการดูแลสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศผ่านกิจกรรม เดิน วิ่ง ปั่น และออกกำลังกายประเภทต่างๆ

นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขเตรียมจัดมหกรรม “รวมพลังคนไทย เฉลิมพระเกียรติ 74 พรรษา 74 วัน 74 ล้านแคลอรี” ภายใต้แนวคิด “รวมพลังคนไทย ขยับกายพร้อมกันทั่วประเทศ” ในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2569 ณ สนามศุภชลาศัย พร้อมทั้งถ่ายทอดสดไปยังทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อประกาศความสำเร็จโครงการฯ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน พร้อมมอบโล่และเกียรติบัตรแก่หน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการ ตลอดจนร่วมออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิกพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งโครงการนี้ไม่เพียงเป็นการเฉลิมพระเกียรติฯ แต่ยังเป็นการกระตุ้นและส่งเสริมให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังโรค (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนในระยะยาว