นายกรัฐมนตรี เปิดงาน International Health Week 2026 รวม 4 งานยักษ์ด้านการแพทย์และสุขภาพไว้ด้วยกัน แสดงศักยภาพนวัตกรรม-เทคโนโลยี ทั้งยา เครื่องมือแพทย์ แล็บ บริการสุขภาพและความงาม สร้างโอกาสเจรจาธุรกิจ จับคู่การค้าการลงทุน ผลักดันไทยสู่การเป็น “Medical Hub” ตามนโยบายรัฐบาล โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ระดมสถานพยาบาล สถานประกอบการ และนวัตกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ร่วมจัด Thailand Medical & Wellness Expo 2026 วันที่ 8–10 กรกฎาคม 2569

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน International Healthcare Week 2026 และงานมหกรรมนวัตกรรมการแพทย์ สุขภาพ และความงาม (Thailand Medical & Wellness Expo 2026) โดยมีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) นายมนู เลียวไพโรจน์ ประธานอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ (ประเทศไทย) ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) พร้อมด้วยคณะทูตานุทูต ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เข้าร่วม

นายพัฒนากล่าวว่า อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพของไทยมีศักยภาพสูงในเวทีโลก จากต้นทุนที่สั่งสมมายาวนาน ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ที่มีศักยภาพและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล สถานพยาบาลและสถานประกอบการเพื่อสุขภาพที่ได้มาตรฐาน มีวัฒนธรรมการต้อนรับอบอุ่นเป็นเอกลักษณ์ ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ไทยก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคและของโลก รัฐบาลจึงมีนโยบายขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่สำคัญ พร้อมผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ผ่านการยกระดับมาตรฐานสินค้า นวัตกรรมการบริการสุขภาพ รวมถึงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพในทุกมิติ ซึ่งวัตถุประสงค์การจัดงาน International Healthcare Week 2026 สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล 3 ประการ คือ 1) ยกระดับมาตรฐานและนวัตกรรม โดยแสดงศักยภาพเทคโนโลยีทางการแพทย์ นวัตกรรมด้านสุขภาพ และบริการระดับพรีเมียมของไทยต่อสายตานานาชาติ สร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพของบุคลากรทางการแพทย์ไทย 2) สร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ โดยเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการด้าน Wellness โรงพยาบาล สถาบันวิจัย และนักลงทุนจากทั่วโลก เพื่อต่อยอดสู่การเจรจาธุรกิจและสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาค ช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจดิจิทัล และ 3) ตอกย้ำภาพลักษณ์ไทยเป็น Medical Hub ของโลก และเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งสำหรับผู้ต้องการบริการสุขภาพครบวงจร ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มรายได้เข้าสู่ประเทศ ยกระดับการจ้างงาน
“งานวันนี้ไม่ใช่เพียงการจัดนิทรรศการแสดงสินค้าและบริการทั่วไป แต่เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ผ่านการผนึกกำลังตลอดห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการแพทย์ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นเวทีแห่งโอกาสที่จะนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทั้งยา เครื่องมือแพทย์ ห้องปฏิบัติการ บริการสุขภาพและความงาม เปิดทางให้เกิดการเจรจาธุรกิจ จับคู่การค้าการลงทุน และขยายเครือข่าย ช่วยสร้างความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ให้แก่เศรษฐกิจสุขภาพไทย ยกระดับมาตรฐานบริการสุขภาพไทยให้ทัดเทียมและแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยมีรัฐบาลสนับสนุนและผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพไทยอย่างเต็มที่” นายพัฒนากล่าว
ด้าน นพ.ภูวเดช กล่าวว่า งาน International Healthcare Week 2026 เป็นการผนึกกำลังจัดงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน มีผู้จัดงานหลัก คือ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด โดยรวมงานใหญ่ระดับนานาชาติ 4 งานไว้ด้วยกัน ได้แก่ 1) งานมหกรรมนวัตกรรมการแพทย์ สุขภาพ และความงาม (Thailand Medical & Wellness Expo 2026) โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งรวมสถานพยาบาล สถานประกอบการด้านสุขภาพที่มีศักยภาพในการให้บริการและมีนวัตกรรมรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพไทย 2) งาน CPHI South East Asia งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรม การผลิตยาครบวงจร 3) งาน World Health Expo (WHX Bangkok) งานแสดงเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์และห้องปฏิบัติการ และ 4) งาน Medtec Southeast Asia งานแสดงสินค้า ชิ้นส่วน เครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตเครื่องมือแพทย์และสุขภาพ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–10 กรกฎาคม 2569 ณ ชั้น LG ฮอลล์ 8 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ คาดว่าจะมีผู้ประกอบการ นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมงานกว่า 18,000 คน มีผู้ประกอบการเข้าร่วมจัดแสดงสินค้ามากกว่า 1,000 ราย และมีประชาชนที่สนใจเข้าชมงานกว่า 12,000 คน ซึ่งจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพให้กับประเทศไทยได้อย่างมาก







