“รมว.พัฒนา” ติดตามการพัฒนางานสถาบันโรคทรวงอก นำนวัตกรรมการแพทย์ขั้นสูง ยกระดับการรักษาโรคหัวใจและปอด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผย สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ให้บริการศัลยกรรมหัวใจมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ จากสถิติการผ่าตัดผู้ป่วยของสมาคมศัลยแพทย์ทรวงอกแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ.2568 เตรียมเปิดบริการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบนับโฟตอน (Photon Counting CT) เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจและโรคปอดได้อย่างแม่นยำ มุ่งสู่การเป็นศูนย์รับส่งต่อผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนสูงสุดของประเทศ ทั้งด้านวัณโรค โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และมะเร็งปอด พร้อมพัฒนาศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจและปอดขั้นสูง ควบคู่การเป็นโรงพยาบาลคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ที่สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ จ.นนทบุรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังติดตามการพัฒนางานของสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ว่า กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายพัฒนาสถาบันการแพทย์เฉพาะทางให้มีความเป็นเลิศในระดับสากล ใช้นวัตกรรมทางการแพทย์ในการให้บริการ โดยจากสถิติการผ่าตัดผู้ป่วยของสมาคมศัลยแพทย์ทรวงอกแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ.2568 สถาบันโรคทรวงอก ซึ่งเป็นหน่วยบริการเฉพาะทางในสังกัดกรมการแพทย์ ให้บริการด้านศัลยกรรมหัวใจผู้ใหญ่มากสุดในประเทศ ทั้งการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG) การผ่าตัดเปลี่ยนหรือซ่อมลิ้นหัวใจ โดยการผ่าตัดซ่อมลิ้นหัวใจไมตรัล พบว่าผู้ป่วยมีอัตราการเสียชีวิตเป็นศูนย์ ขณะที่การสวนหัวใจในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (STEMI) สามารถทำได้ภายใน 90 นาที สูงถึงร้อยละ 94.35 ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดอัตราตายจากโรคหัวใจ นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการรักษาและตรวจวินิจฉัย อาทิ การเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวนทางหลอดเลือดบริเวณลำคอ โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดช่องอก (TAVI), การขยายหลอดเลือดปอดด้วยบอลลูน (Balloon Pulmonary Angioplasty : BPA) ในผู้ป่วยลิ่มเลือดอุดกั้นเรื้อรัง, การใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดหัวใจ (Robotic Cardiac Surgery) ซึ่งมีความแม่นยำสูง รวมถึงเตรียมเปิดให้บริการ Photon Counting CT เอกซเรย์คอมพิวเตอร์เทคโนโลยีล่าสุด ใช้การตรวจจับและนับโฟตอนของรังสีเอกซ์ ใช้ปริมาณรังสีและสารฉีดสีน้อย ให้ภาพที่มีความละเอียดสูง คมชัด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการตรวจโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคปอด

นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า สถาบันฯ มุ่งเน้นการพัฒนา Service Plan สาขา STEMI โดยตั้งเป้าลดอัตราเสียชีวิตให้ไม่เกิน ร้อยละ 8 และมุ่งสู่การเป็น “The Ultimate National Referral Center” หรือ ศูนย์รับส่งต่อผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนสูงสุดของประเทศ ทั้งด้านวัณโรค โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และมะเร็งปอด รวมทั้งเป็นสถาบันฝึกอบรมนานาชาติ สร้างเครือข่ายความเป็นเลิศด้านการผ่าตัดซ่อมแซมลิ้นหัวใจใน 8 เขตสุขภาพ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ฝึกอบรม และผ่าตัดสาธิตกับผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับนานาชาติ 12 ประเทศทั่วโลก ควบคู่ไปกับการดูแลตั้งแต่ระดับปฐมภูมิด้วยนวัตกรรมป้องกันการเกิดโรคหัวใจและโรคปอด รวมถึงให้บริการดูแลสุขภาพระดับพรีเมียม พร้อมทั้งดูแลด้านสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าเป็นโรงพยาบาลคาร์บอนต่ำ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ร้อยละ 5 ภายในปี 2569 ด้วยการลงทุนด้านเทคโนโลยีพลังงานทดแทนและระบบจัดการของเสียทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ

ด้าน นพ.เขตต์ ศรีประทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กล่าวว่า สถาบันฯ มีขนาด 350 เตียง มีอัตรากำลังรวม 1,538 คน ให้บริการผู้ป่วยนอกกว่า 1.8 แสนครั้ง/ปี กลุ่มโรคหลักคือ โรคหัวใจขาดเลือด และลิ้นหัวใจ ได้วางแผนพัฒนาศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจและปอดขั้นสูง โดยมีระบบ Tele-rehabilitation ติดตามผู้ป่วยอย่างไร้รอยต่อที่บ้าน จัดการฝึกอบรมนักกายภาพบำบัดเฉพาะทางโรคหัวใจและระบบทางเดินหายใจให้กับโรงพยาบาลต่างๆ และสร้างเครือข่ายการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจและปอดในระดับประเทศ ที่มีการเชื่อมโยงหน่วยงานสังกัดกรมการแพทย์ ระบบปรึกษาทางไกลของกระทรวงสาธารณสุข และสมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ และสมาคมอุรเวชช์