ตามที่ปรากฏเป็นกระแสข่าวกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ต้องชำระค่าเช่าที่ดินโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ (บริเวณย่านพหลโยธิน) ให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในวงเงินกว่า 700 ล้านบาท ทั้งที่โครงการก่อสร้างต้องหยุดชะงักนั้น สตง. ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อให้สาธารณชนและสื่อมวลชนได้รับทราบ ดังนี้
1. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรอบวงเงินงบประมาณและการชำระค่าเช่า กรอบวงเงินงบประมาณกว่า 700 ล้านบาทนั้น เป็นเพียง “กรอบวงเงินงบประมาณผูกพันระยะยาว 15 ปี” (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 – 2576) มิใช่ยอดเงินที่ต้องจ่ายในคราวเดียว โดยที่ผ่านมา สตง. ได้ชำระค่าเช่าจริงตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 จนถึงปัจจุบัน (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569) เฉลี่ยปีละประมาณ 38 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าที่ดินและการชำระค่าเช่าให้แก่ รฟท. นั้น เป็นแนวทางปฏิบัติปกติ ซึ่งมีส่วนราชการหลายแห่งที่เช่าพื้นที่ในบริเวณดังกล่าวได้ดำเนินการตั้งงบประมาณรายจ่ายค่าเช่าที่ดินให้ รฟท. เช่นเดียวกัน
2. ความจำเป็นในการตั้งงบประมาณค่าเช่าปี พ.ศ. 2570 สำหรับการขอตั้งงบประมาณค่าเช่าสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นั้น สืบเนื่องจากปัจจุบันสัญญาเช่าที่ดินระหว่าง สตง. กับ รฟท. ยังไม่มี การยกเลิกอย่างเป็นทางการ เนื่องจากผู้รับจ้างก่อสร้างยังไม่ได้ส่งคืนพื้นที่ให้แก่ สตง. ทั้งที่ สตง. ได้มีหนังสือแจ้งให้คืนพื้นที่ดังกล่าวมาโดยตลอด ทำให้ สตง. ยังคงมีพันธะผูกพันทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาการตั้งงบประมาณในส่วนนี้ จึงเป็นการดำเนินการตามระเบียบเพื่อป้องกันมิให้หน่วยงานของรัฐเป็นฝ่ายผิดสัญญา
3. แนวทางการแก้ไขปัญหาและการบริหารจัดการพื้นที่ จากเหตุการณ์อาคารถล่ม สตง. มิได้ ปล่อยปละละเลย และได้ดำเนินการบอกเลิกสัญญาจ้าง พร้อมเรียกค่าปรับและค่าเสียหายจากผู้รับจ้างไปแล้วตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ปัจจุบัน สตง. อยู่ระหว่างการประสานงานร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย กรมธนารักษ์ และผู้รับจ้าง เพื่อหารือแนวทางการคืนพื้นที่ ตลอดจนการจัดการทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างที่ติดมากับพื้นที่
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตระหนักถึงความกังวลของประชาชนต่อการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเป็นอย่างยิ่ง ขอยืนยันว่าการดำเนินการตั้งงบประมาณและการแก้ไขปัญหาในทุกขั้นตอน ทำบนพื้นฐานของความจำเป็นทางกฎหมายและความโปร่งใส เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัฐเป็นสำคัญ ภายใต้ปณิธานที่ว่า “เงินแผ่นดินนั้น คือเงินของประชาชนทั้งชาติ”

