อว. และ สจล. ส่งมอบรถไฟโดยสารต้นแบบ “รถไฟไทยทำ” ยกระดับอุตสาหกรรมระบบรางไทย ด้วยฝีมือคนไทยสู่มาตรฐานสากล

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ณ สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีส่งมอบตู้โดยสารต้นแบบ “รถไฟไทยทำ” ระหว่าง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยมี นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายดนุพร ปุณณกันต์ ผช.รมต.ประจำ อว. ทพ.ญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ นายกสภาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และคณะผู้บริหารกระทรวง อว. รฟท. สจล. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า พร้อมผลักดันงานวิจัยให้ก้าวสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยวางระบบสนับสนุนตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐาน งานวิจัยแนวหน้า ไปจนถึงการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (Matching Fund) เพื่อเร่งต่อยอดผลงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์ ซึ่งโครงการ “รถไฟไทยทำ” ของ สจล. เป็นตัวอย่างที่สะท้อนความสำเร็จของการเปลี่ยนองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า งานวิจัยที่มีคุณค่าต้องเริ่มจากการตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ โดยความต้องการตู้โดยสารของ รฟท. ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมระบบรางไทย หากสามารถผลิตได้เองภายในประเทศ จะช่วยลดการนำเข้า สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ประกอบการไทย และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ห่วงโซ่อุตสาหกรรมของประเทศ

“รถไฟไทยทำเป็นผลลัพธ์ของการบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา ทั้งวิศวกรรม วัสดุศาสตร์ ระบบปรับอากาศ และเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการซ่อมบำรุงและการให้บริการ โครงการนี้ไม่เพียงเป็นต้นแบบของอุตสาหกรรมระบบรางไทย แต่ยังเป็นต้นแบบที่สามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้ การเปิดโอกาสให้นวัตกรรมไทยถูกนำไปใช้งานจริง จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างต่อเนื่อง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ภายหลังพิธีส่งมอบ ได้ร่วมเดินทางโดยรถไฟเที่ยวพิเศษจากสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ไปยังป้ายหยุดรถพระจอมเกล้า เพื่อเยี่ยมชมสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และเป็นประธานเปิดงาน K-Engineering World Tour and Competency Challenge 2026

ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟฯ เปิดเผยว่า การรถไฟฯ ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ภายใต้โครงการวิจัย “การพัฒนารถไฟโดยสารต้นแบบ (รถไฟไทยทำ) เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีด้านการขนส่งทางราง ด้านรถจักรและล้อเลื่อน รวมถึงการพัฒนาสู่ระบบไฟฟ้า ส่งเสริมการใช้วัสดุในประเทศ สนับสนุนการลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสอดคล้องกับแผนงานและนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมที่มุ่งมั่นผลักดันการใช้ “นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า” หรืออุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Next-generation Automotive) ในระบบคมนาคมขนส่งประเทศให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดมลพิษ และบรรเทาภาวะโลกร้อน เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมขนส่งทางรางให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ด้านศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ นายกสภาสถาบัน กล่าวว่า “รถไฟไทยทำ” เป็นรถไฟโดยสารต้นแบบคันแรกของประเทศไทย ในโครงการวิจัย “รถไฟไทยทำ” ที่ได้รับการสนับสนุนทุนเพื่อวิจัยและพัฒนาต่อยอดไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์จากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมกับ กิจการร่วมค้า ไซโนเจน-ปิ่นเพชร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมโครงการนี้ ขณะที่หน่วยงานวิจัยคือ ศูนย์วิจัยระบบรางและโครงสร้างพื้นฐาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)โดยนำแนวคิดการผลิตตู้โดยสารที่ใช้วัสดุและอุตสาหกรรมในประเทศถึง 44% ราคาต้นทุนถูกกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศได้ถึง 30% ต่อตู้ จึงถือเป็นตู้โดยสารต้นแบบคันแรกของไทยที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิจัยไทย หลังจากพัฒนาแล้วเสร็จ จะส่งมอบตู้โดยสารต้นแบบให้การรถไฟฯ นำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ โดยมีเป้าหมายร่วมกันผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตรถขนส่งทางรางด้วยหลักคิด “การพึ่งพาตนเอง”

สำหรับโครงสร้างตัวรถใช้เหล็กรูปพรรณแบบโมดูลาร์ที่มีน้ำหนักเบาลงกว่าร้อยละ 22 รองรับความเร็วได้ถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีระดับเสียงรบกวนต่ำ การวิ่งและการเบรกมีความนุ่มนวล สมดุล และเป็นไปตามมาตรฐานยุโรป ภายในตู้โดยสารได้ออกแบบระดับลักชัวรี (Luxury Class) จำนวน 25 ที่นั่ง แบ่งเป็น Super Luxury 8 ที่นั่ง และ Luxury 17 ที่นั่ง มีสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ ระบบนวดไฟฟ้าช่วยให้ผ่อนคลาย มีช่องเสียบ USB ติดตั้งระบบหน้าจอ Touch Screen ใช้ระบบ Infotainment รองรับการเชื่อมต่อ YouTube มีช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะ และห้องน้ำสามารถรองรับผู้พิการได้

นายอนันต์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การรถไฟฯ ได้มีการนำตู้โดยสารดังกล่าวไปทดสอบสมรรถนะการเดินรถ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดให้บริการ โดยพ่วงไปกับขบวนรถในเส้นทางสายเหนือ สายใต้ รวมระยะทางกว่า 10,000 กิโลเมตร ซึ่งผลการทดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และพร้อมที่จะนำรถไฟโดยสารต้นแบบขบวนนี้ไปต่อยอดสู่การใช้งานจริง โดยเฉพาะการให้บริการในเส้นทางท่องเที่ยวระยะ 200 ถึง 500 กิโลเมตร ซึ่งเป็นรูปแบบบริการที่มีมูลค่าสูงและตอบโจทย์การส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ ทั้งนี้ การรถไฟฯ จะร่วมกับ สจล. และหน่วยงานพันธมิตร ในการทดสอบประเมินผลและพัฒนาให้รถไฟไทยทำมีความพร้อมในการให้บริการแก่ประชาชนอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ

ขณะเดียวกัน การรถไฟฯ ได้จัดทำแผนส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยจะเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนที่สนใจเช่าตู้โดยสารแบบจัดเฉพาะหรือเหมาขบวนท่องเที่ยว ทั้งในรูปแบบไปเช้าเย็นกลับ หรือค้างคืนในเส้นทางระยะสั้น อาทิ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี สระบุรี รวมถึงขบวนรถทางไกล เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการต่อไป สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและโปรแกรมท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1690 หรือ เฟซบุ๊กแฟนเพจ ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย