
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ทั่วโลกและประเทศไทยต้องเผชิญ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้ค่าครองชีพสูง รวมไปถึงอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า ที่ต้องจ่ายค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน และมีราคาแพง เนื่องจากมีผู้ให้บริการหลายราย และค่าโดยสารในรถไฟฟ้าในแต่ละสายถูกกำหนดขึ้นตามสัญญาสัมปทานระหว่างรัฐและผู้ให้บริการในแต่ละราย ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่สูงเพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
นายพิพัฒน์ฯ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องอัตราค่าโดยสารของรถไฟฟ้าต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นมาตรการระยะเปลี่ยนผ่าน ด้วยการผลักดันการใช้ตั๋วร่วมและอัตราค่าโดยสารร่วม ด้วยหลักการ คือ กำหนดราคาแรกเข้าเริ่มต้นไม่เกิน 17 บาท และค่าเดินทางสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว โดยไม่คิดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนในกรณีเปลี่ยนสาย และเคารพสัญญาสัมปทานเดิมที่มีอยู่ พร้อมให้มีศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) เพื่อจัดการรายได้ และคืนเงินส่วนต่างที่ประชาชนจ่ายตามค่าโดยสารเดิม คืนกลับไปให้ประชาชนตามมาตรการของรัฐบาล ซึ่งมาตรการนี้ จะต้องใช้กรอบวงเงินสนับสนุน ประมาณ 4,698 ล้านบาทต่อปี โดยเงินอุดหนุนส่วนนี้จะลดลง หากหน่วยงานเจ้าของสัมปทานเจรจาส่วนแบ่งรายได้ของผู้ให้บริการ จากจำนวนผู้เดินทางที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการของรัฐ จะทำให้จำนวนผู้โดยสารในระบบรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 1.562 ล้านคนเที่ยวต่อวัน จากเดิม 1.406 ล้านคนเที่ยวต่อวัน โดยคาดว่าจะมีความคุ้มค่าจากการลงทุนประมาณ 16,007.30 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการช่วยประชาชนลดค่าครองชีพ สนับสนุนการใช้รถไฟฟ้า และเป็นก้าวแรกในการพัฒนาการใช้ระบบตั๋วร่วม และการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมระหว่างผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ
นายพิพัฒน์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ครม. ยังได้เห็นชอบให้ยกเลิกมติ ครม. เดิม เรื่อง มาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ตามนโยบายรัฐบาล (ระยะที่ 2) และยกเลิกมติมอบหมายให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ดำเนินการพัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) รวมทั้งรับทราบมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เห็นชอบการปรับโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบองค์รวม โดยให้ รฟม. เป็นหน่วยงานของรัฐรายเดียว เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม รวมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก สายสีเขียวส่วนต่อขยาย สายสีทอง และสายสีแดง รวมถึงรายได้และภาระหนี้สินของโครงการดังกล่าวตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้คณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้
1. ให้คณะกรรมการกำกับดูแล ตามมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ของสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าในแต่ละสัญญา ดำเนินการเจรจาค่าแรกเข้า และส่วนแบ่งรายได้เนื่องจากปริมาณผู้โดยสารส่วนเกินที่เกิดขึ้นใหม่ เพื่อแบ่งรายได้จากผู้ประกอบการคืนให้กับประชาชน
2. ให้กรุงเทพมหานครเร่งรัดดำเนินการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลักส่วนต่อขยาย และสายสีทอง ทั้งทรัพย์สินและภาระหนี้สินให้ รฟม.
3. ให้กระทรวงคมนาคมหารือร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาหน่วยงานที่เหมาะสม ในการดำเนินการพัฒนาและบริหารจัดการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) ตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน
นายพิพัฒน์ฯ กล่าวตอนท้ายว่า ในช่วงที่มีมาตรการลดค่าครองชีพในระบบรถไฟฟ้าฯ ซึ่งจะเริ่มใช้ต้นปี 2570 สามารถใช้บัตร EMV ผ่านรถไฟฟ้าแต่ละสาย โดยเสียค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว และจะไม่มีการเสียค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนอีกต่อไป สำหรับรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีแดงที่ใช้บัตร EMV ตามมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน อัตราค่าโดยสารสูงสุด 40 บาท โดยรวมทุกการเดินทางใน 1 วัน ยังคงได้รับสิทธิเหมือนเดิมส่วนบัตรแรบบิทที่จ่ายค่าโดยสารในรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีเหลือง สายสีชมพู และสายสีทอง จะยังคงได้รับ
สิทธิประโยชน์ตามโปรโมชันเดิมในระหว่างที่มีมาตรการนี้ โดยตามมาตรการลดค่าครองชีพในระบบรถไฟฟ้านี้ ผู้โดยสารสามารถใช้บัตร EMV เข้าและออกสถานีรถไฟฟ้าได้หลายสายตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งผู้โดยสารที่เดินทางระยะไกล และต้องมีการเปลี่ยนสายรถไฟฟ้าหลายสาย อาทิ กรณีเดินทางจากรังสิตไปสุวรรณภูมิ จากรถไฟชานเมืองสายสีแดงที่สถานีรังสิต เชื่อมต่อสายสีน้ำเงินที่สถานีบางซื่อ และเชื่อมต่อ ARL ที่สถานีมักกะสัน ไปยังสถานีสุวรรณภูมิ (9 + 10 + 5 = 24 สถานี) จากเดิมราคา 42 + 40 + 35 = 117 บาท ลดเหลือ 45 บาท ประหยัดไปถึง 72 บาทต่อเที่ยว หรือลดลงร้อยละ 61.5 โดยกระทรวงคมนาคมเชื่อมั่นว่า แนวทางนี้จะเป็นการช่วยลดค่าครองชีพการเดินทางบนพื้นฐานราคาที่เหมาะสม และเป็นธรรม และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง





