
วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (กอวช.) ครั้งที่ 5/2569 ณ ห้องประชุมบอร์ดรูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ และผ่านระบบออนไลน์ โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ทำหน้าที่กรรมการและเลขานุการ

สอวช. โดย ดร.ศรีฉัตรา ไชยวงค์วิลาน นักยุทธศาสตร์ 2 ฝ่ายคาดการณ์เชิงยุทธศาสตร์และอนาคตศึกษา ได้นำเสนอวาระเพื่อเสวนา เรื่อง “โครงการประเมินความต้องการเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย” หรือ Thailand Technology Needs Assessment (TNA) ฉบับที่ 2 ต่อที่ประชุม ถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นประเด็นเร่งด่วนที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า กฎกติกาใหม่ของโลก และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โครงการ TNA จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ประเทศไทยมองเห็นภาพอย่างชัดเจนว่า เทคโนโลยีใดเป็นเทคโนโลยีจำเป็นที่ต้องเร่งพัฒนา นำมาใช้ หรือรับการถ่ายทอดจากต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โครงการ TNA เป็นโครงการภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC ที่มุ่งสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาให้สามารถประเมิน วางแผน และจัดลำดับความสำคัญของเทคโนโลยีด้านภูมิอากาศ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) ซึ่งมีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) รวมถึง UNEP Copenhagen Climate Centre ทำงานร่วมกับ สอวช. อย่างใกล้ชิด
ที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยจัดทำ Thailand TNA ฉบับที่ 1 ในช่วงปี พ.ศ. 2553–2555 และสามารถนำผลการประเมินไปบูรณาการเข้ากับแผนระดับชาติหลายฉบับ อาทิ แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แผน NDC Roadmap แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ และยุทธศาสตร์ระยะยาวในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ผลจาก TNA ฉบับแรกยังถูกนำไปต่อยอดเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุนภูมิอากาศระหว่างประเทศ เช่น กองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF) ในโครงการด้านการจัดการน้ำและเกษตรอัจฉริยะ ซึ่งมีหน่วยงานไทย เช่น กรมชลประทาน และกรมการข้าว เข้าร่วมขับเคลื่อน
สำหรับ Thailand TNA ฉบับที่ 2 ประเทศไทยได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการในระยะที่ 5 ระหว่างปี พ.ศ. 2568–2570 โดย สอวช. ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานหลักของประเทศ มี ดร.สุรชัย เป็น Thailand TNA Coordinator และทำงานร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสาขาที่เกี่ยวข้อง
ดร.ศรีฉัตรา กล่าวด้วยว่า การดำเนินงานในครั้งนี้ได้ถอดบทเรียนจาก TNA ฉบับแรก โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากขึ้น รวมถึงการพิจารณาเทคโนโลยีพลิกโฉมที่เกิดขึ้นใหม่ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา การเชื่อมโยงกับกลไกทางการเงินระหว่างประเทศ การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ตลอดจนความสอดคล้องกับเป้าหมายและกติกาใหม่ของโลกภายใต้ความตกลงปารีส ซึ่งประเทศไทยมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจนขึ้น รวมถึงเป้าหมายมุ่งสู่ Net Zero ในปี ค.ศ. 2050
ทั้งนี้ TNA ฉบับที่ 2 ใช้กระบวนการคัดเลือกเทคโนโลยีตามกรอบของ UNEP และ UNFCCC ประกอบด้วยการวิเคราะห์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ (Foresight) การวิเคราะห์ STEEP และ System Mapping การจัดทำ Technology Fact Sheets การประเมินหลายเกณฑ์ (Multi-Criteria Analysis) และ Evaluation Matrix เพื่อพิจารณาทั้งมิติผลกระทบและความพร้อมของเทคโนโลยี โดยแบ่งภาคส่วนยุทธศาสตร์ออกเป็น 4 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคพลังงาน ภาคเกษตร ภาคการจัดการทรัพยากรน้ำ และภาคการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์
ในด้านการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคพลังงานได้คัดเลือกเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactor: SMR) เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (CCS/CCUS/BECCS) และระบบโซลาร์บนโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนภาคเกษตรได้คัดเลือกเทคโนโลยีลดก๊าซมีเทนในสัตว์เคี้ยวเอื้อง ข้าวปรับแต่งพันธุกรรม สารยับยั้งไนตริฟิเคชันเพื่อลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ และเซ็นเซอร์ Near-Infrared (NIR) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการจัดการในภาคเกษตร
ขณะที่ด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคการจัดการทรัพยากรน้ำได้คัดเลือกเทคโนโลยี อาทิ ระบบติดตามคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ด้วย IoT ระบบหน่วงและกักเก็บน้ำใต้ดิน (Underground Attenuation and Storage : UAS) การเติมน้ำใต้ดินแบบ Managed Aquifer Recharge (MAR) และแบบจำลองพยากรณ์ระยะสั้น–ระยะยาวด้วย AI และฟิสิกส์ (PG-LSTM) ส่วนภาคการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ ได้คัดเลือกแบบจำลองภูมิอากาศประเทศไทย (Thailand Climate Integrated Model: ThaICIM) ระบบพลังงานเพื่อรองรับภัยพิบัติ วัสดุระบายความร้อนแบบพาสซีฟ และแพลตฟอร์ม Digital Twin สำหรับการวางผังเมืองและบริหารความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ
“รายงาน TNA ฉบับที่ 2 อยู่ระหว่างการปรับปรุงตามรูปแบบและข้อเสนอแนะของ UNEP ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการจัดทำรายงานวิเคราะห์อุปสรรคและปัจจัยเอื้อ และจัดทำแผนปฏิบัติการเทคโนโลยี (Technology Action Plans: TAPs) ระหว่างเดือนมิถุนายน 2569 ถึงมีนาคม 2570 เพื่อพัฒนาเป็นข้อเสนอโครงการและนำไปสู่การระดมทุน การลงทุน และการใช้งานจริงในประเทศต่อไป” ดร.ศรีฉัตรา ระบุ
จากนั้น ที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดยให้ความสำคัญกับการนำผลการประเมินไปสู่การปฏิบัติจริง ไม่ให้เป็นเพียงรายงานเชิงวิชาการหรือเอกสารนโยบาย แต่ต้องเชื่อมโยงกับหน่วยงานเจ้าภาพ มีความชัดเจนทั้งด้านงบประมาณ กลไกสนับสนุนด้านการวิจัยและนวัตกรรม กลไกการเงินระหว่างประเทศ และความต้องการของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการประเมินความพร้อมของประเทศ ช่องว่างด้านเทคโนโลยี ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และความคุ้มค่าในการลงทุนของภาคเอกชน นอกจากนี้ ยังเสนอให้พิจารณามิติการพัฒนากำลังคนควบคู่กับการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ โดยเฉพาะเทคโนโลยี SMR ที่ต้องอาศัยบุคลากรเฉพาะทางและใช้เวลาการเตรียมความพร้อมในระยะยาว รวมถึงเสนอให้พิจารณาเทคโนโลยีด้านการจัดการขยะชุมชนและขยะอุตสาหกรรม ซึ่งมีศักยภาพในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ
ด้าน ดร.สุรชัย ชี้แจงว่า หัวใจสำคัญของ TNA ฉบับที่ 2 คือ การผลักดันผลการประเมินไปสู่ภาคปฏิบัติให้มากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับกลไกสนับสนุนทางการเงินระดับโลก เช่น GCF และ GEF เนื่องจากเทคโนโลยีบางประเภท เช่น ไฮโดรเจนสีเขียว เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน หรือ SMR ยังมีต้นทุนสูงและอาจยังไม่คุ้มค่าสำหรับการลงทุนของเอกชนโดยลำพัง สอวช. จึงมุ่งทำงานร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแปลงข้อเสนอเชิงเทคโนโลยีไปสู่แผนงาน โครงการ และกลไกสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม
พร้อมกันนี้ สอวช. จะนำข้อเสนอแนะจากที่ประชุมไปปรับปรุงการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป โดยเฉพาะการวิเคราะห์อุปสรรค ปัจจัยเอื้อ หน่วยงานเจ้าภาพ กลไกงบประมาณ กำลังคน และการเชื่อมโยงกับแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ เพื่อให้ TNA ฉบับที่ 2 สามารถเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีภูมิอากาศของไทยไปสู่การปฏิบัติจริง สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ในระยะยาว
นอกจากนี้ ดร.สุรชัย ยังได้รายงานเรื่องการจัดประชุมวิชาการนโยบายสาธารณะของ สอวช. ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ “พลิกโฉมประเทศไทยด้วย MOIP” หรือ The 1st NXPO Public Policy Conference: Thailand Strategic Leap through Mission-Oriented Innovation Policy ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ในรูปแบบ Hybrid ทั้ง Onsite และ Online เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านนโยบายนวัตกรรมเชิงภารกิจ และนำมาประยุกต์ใช้ในการกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ
ภายในงานจะมีการบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ได้แก่ Philippe Larrue จาก OECD ในหัวข้อบทเรียนจากต่างประเทศด้านการออกแบบภารกิจ การกำกับดูแล และการขับเคลื่อนนโยบาย และศาสตราจารย์ Mariana Mazzucato จาก UCL Institute for Innovation and Public Purpose (IIPP) ในหัวข้อจากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติ ภารกิจ ชุดโครงการ และขีดความสามารถของภาครัฐ พร้อมเวทีเสวนาเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อน MOIP ในประเทศไทย เพื่อให้ระบบนโยบายสาธารณะสามารถตอบโจทย์ความท้าทายสำคัญของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและนำไปสู่ผลลัพธ์เชิงรูปธรรม ซึ่งผู้สนใจสามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดสดการประชุมได้ผ่านช่องทาง Facebook Fanpage สอวช.







