สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ไทยพีบีเอส และภาคีเครือข่าย จัดเวที Policy Forum “50 เขตสู่มหานครแห่งสุขภาวะ Hot Deal ผู้ว่าฯ คนใหม่” เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ณ บริเวณห้องสมุดประชาชน สวนลุมพินี เปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมสะท้อนโจทย์สำคัญ พร้อมจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายส่งต่อถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและคณะผู้บริหารชุดใหม่
เวทีสะท้อนความท้าทายด้านสุขภาพของคนกรุงเทพฯ ทั้งการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ ระบบบริการสุขภาพที่มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบ ตลอดจนสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของเมืองที่ยังไม่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวถึงภาพรวมการขับเคลื่อนว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีความซับซ้อน มีประชากรและหน่วยบริการสุขภาพจากหลายสังกัด การแก้ปัญหาสุขภาพจึงต้องเชื่อมการทำงานของทุกภาคส่วน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนในทั้ง 50 เขตมีส่วนร่วมกำหนดประเด็นสุขภาพและคุณภาพชีวิตของตนเอง
“ธรรมนูญสุขภาพ” สามารถเป็นเครื่องมือสร้างข้อตกลงร่วมของคนในพื้นที่ เชื่อมเสียงของชุมชนเข้าสู่แผนงานและนโยบายของกรุงเทพมหานคร โดยผู้บริหารชุดใหม่ควรสนับสนุนกลไกที่มีอยู่ให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง และนำข้อเสนอของประชาชนไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

นพ.สุนทร สุนทรชาติ อดีตรองปลัดกรุงเทพมหานคร เสนอ 4 เรื่องเร่งด่วนที่ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การกระจายอำนาจและเสริมความเข้มแข็งให้กลไกระดับเขต การเพิ่มสวนสาธารณะ ทางเดิน และลานกิจกรรม การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมวางแผนและจัดสรรงบประมาณ และการยกระดับระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ พร้อมเสนอให้มองสุขภาพครอบคลุมทั้งคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงเตรียมความพร้อมให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและเป็น Active Aging

คุณนุชจรี พันธ์โสม เลขานุการสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง เสนอให้กรุงเทพมหานครผลักดัน “ธรรมนูญสุขภาพระดับเขต” เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเมือง เพราะธรรมนูญสุขภาพคือกติกาและข้อตกลงร่วมของชุมชนในการดูแลสุขภาพ การอยู่ร่วมกัน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ควรสื่อสารให้สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการเขต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจและนำธรรมนูญสุขภาพไปประกอบการจัดทำแผนงาน พร้อมสนับสนุนให้คณะกรรมการและกลไกระดับพื้นที่ประชุมและติดตามงานอย่างสม่ำเสมอ

นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เสนอแนวคิด “สุขภาวะดี ทำได้ง่าย” โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ประชาชนเลือกพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพได้ในชีวิตประจำวัน การสร้างเสริมสุขภาพควรดำเนินการตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่วัยเด็ก วัยทำงาน จนถึงวัยสูงอายุ เพราะโรค NCDs และภาวะพึ่งพิงในวัยสูงอายุมีความเชื่อมโยงกับพฤติกรรมที่สะสมมาเป็นเวลานาน

ศ.ดร.วิกรม ศุขธรณี ศูนย์วิชาการสุขภาวะเขตเมือง มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เสนอให้ยกระดับธรรมนูญสุขภาพจากเอกสารเชิงนโยบายไปสู่การใช้งานในวิถีชีวิตของชุมชน โดยธรรมนูญสุขภาพหลายพื้นที่จัดทำมาตั้งแต่ช่วงปี 2562–2563 จึงควรได้รับการทบทวนและปรับปรุงให้ทันต่อสถานการณ์ของเมือง พร้อมเสนอให้มหาวิทยาลัยเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงทางวิชาการ สนับสนุนข้อมูล งานวิจัย และองค์ความรู้แก่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้มแข็งทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และการมีส่วนร่วมของประชาชน

นพ.ธนัช พจน์พิศุทธิพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร เสนอให้ระบบสุขภาพกรุงเทพฯ ปรับน้ำหนักจากการรักษาไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการเสริมความเข้มแข็งให้ระบบบริการปฐมภูมิ เพื่อลดความเจ็บป่วยและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว ตามหลักเวชศาสตร์ครอบครัว แพทย์หนึ่งทีมควรดูแลประชากรประมาณ 10,000 คน กรุงเทพมหานครจึงควรมีทีมบริการปฐมภูมิประมาณ 500 ทีม แต่ปัจจุบันมีคลินิกชุมชนอบอุ่นและศูนย์บริการสาธารณสุขรวมประมาณ 300 ทีม ทำให้ยังขาดอีกกว่า 200 ทีม ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้บริหาร กทม. ชุดใหม่ต้องเร่งแก้ไข

คุณนพรัตน์ สอนวิทย์ หัวหน้าหน่วยจัดการธนบุรี สสส. สะท้อนข้อจำกัดของหน่วยงานและเครือข่ายในพื้นที่ที่ยังขาดกลไกประสานงานร่วมอย่างชัดเจน จึงเสนอให้จัดตั้งคณะทำงานหรือกลไกที่มีอำนาจในการประสานและขับเคลื่อนงานสุขภาวะระดับพื้นที่ พร้อมเสนอให้ทบทวนกฎหมายและระเบียบบางส่วนที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคีเครือข่ายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างคล่องตัวและรวดเร็วขึ้น
ข้อเสนอจากเวทีครั้งนี้สะท้อนทิศทางสำคัญว่า การสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็น “มหานครแห่งสุขภาวะ” ต้องกระจายอำนาจและทรัพยากรลงสู่ระดับเขต เชื่อมระบบบริการสุขภาพให้ทำงานร่วมกัน เสริมความเข้มแข็งของกลไกชุมชน และเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมออกแบบเมืองที่ทุกคนสามารถเข้าถึงสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างเท่าเทียม









