นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะโฆษกกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับผลการเลือกตั้งสมาชิกคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลเพื่อการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003 ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) วาระ ค.ศ. 2026–2030 และมีข้อห่วงกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานด้านมรดกวัฒนธรรมของประเทศไทยนั้น กระทรวงวัฒนธรรมขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนว่า การเลือกตั้งสมาชิกคณะกรรมการดังกล่าวเป็นกระบวนการตามปกติของอนุสัญญา โดยรัฐภาคีจะเลือกผู้แทนจากภูมิภาคต่าง ๆ เข้ามาร่วมกำกับและขับเคลื่อนการดำเนินงานของอนุสัญญา คณะกรรมการประกอบด้วยสมาชิก 24 ประเทศ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันในรูปแบบองค์คณะ ภายใต้หลักเกณฑ์และกระบวนการที่กำหนดไว้ในอนุสัญญา
โฆษก วธ. กล่าวต่อว่า กระทรวงวัฒนธรรมขอยืนยันว่า ประเทศสมาชิกเพียงประเทศเดียวไม่สามารถกำหนด ชี้ขาด ยับยั้ง หรือเปลี่ยนแปลงผลการพิจารณารายการมรดกวัฒนธรรมของประเทศอื่นได้โดยลำพัง เนื่องจากการพิจารณาขององค์การยูเนสโกต้องดำเนินไปตามขั้นตอนการประเมิน หลักเกณฑ์ของอนุสัญญา และมติร่วมของคณะกรรมการในฐานะองค์คณะ โดยไม่มีประเทศใดมีสิทธิพิเศษเหนือประเทศอื่นในกระบวนการดังกล่าว ซึ่งเอกสารเสนอขึ้นทะเบียนของแต่ละประเทศจะต้องผ่านการตรวจสอบความครบถ้วนตามขั้นตอนขององค์การยูเนสโก และได้รับการประเมินตามหลักเกณฑ์ของอนุสัญญาจากคณะผู้ประเมิน ก่อนเสนอให้คณะกรรมการพิจารณา โดยคำนึงถึงสาระสำคัญของรายการ การมีส่วนร่วมของชุมชน มาตรการสงวนรักษา และการสืบทอดมรดกวัฒนธรรม กระบวนการดังกล่าวจึงมิได้ขึ้นอยู่กับความเห็นหรือการตัดสินใจของประเทศใดประเทศหนึ่ง ทั้งนี้ การขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การยูเนสโก มิใช่การตัดสินว่าประเทศใดเป็นเจ้าของวัฒนธรรมแต่เพียงผู้เดียว หากแต่เป็นการรับรองคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมที่มีการสืบทอด มีชุมชนผู้ปฏิบัติ และมีมาตรการในการสงวนรักษาตามหลักการของอนุสัญญา ค.ศ. 2003
โฆษก วธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยติดตามความเคลื่อนไหวและการดำเนินงานภายใต้อนุสัญญาฯ อย่างต่อเนื่อง และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนบทบาทของไทยในเวทีวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การเป็นหรือไม่เป็นสมาชิกคณะกรรมการในแต่ละวาระ มิได้เป็นเงื่อนไขที่กำหนดสิทธิในการเสนอรายการมรดกวัฒนธรรม หรือทำให้หลักเกณฑ์การพิจารณารายการของประเทศไทยแตกต่างไปจากรัฐภาคีอื่น ดังนั้น ผลการเลือกตั้งสมาชิกคณะกรรมการครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อสถานะของรายการมรดกวัฒนธรรมของประเทศไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว ส่วนรายการของประเทศไทยที่อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา ยังคงดำเนินไปตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์เดียวกันกับรายการของรัฐภาคีทุกประเทศ
โฆษก วธ. กล่าวอีกว่า กระทรวงวัฒนธรรมได้ดำเนินงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโกแห่งประเทศไทย คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การยูเนสโก สถานเอกอัครราชทูตไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความร่วมมือและความเข้าใจอันดีกับประเทศสมาชิก ตลอดจนติดตามกระบวนการที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยกระทรวงวัฒนธรรมให้ความสำคัญกับการสงวนรักษา สืบสาน และส่งเสริมมรดกวัฒนธรรมของชาติ ควบคู่กับการยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเวทีวัฒนธรรมระหว่างประเทศ บนพื้นฐานของหลักวิชาการ ความร่วมมือ และความเคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรม
โฆษก วธ. กล่าวตอนท้ายว่า ขณะนี้ประเทศไทยดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมการบริหารยูเนสโก (UNESCO Executive Board) วาระ ค.ศ. 2025–2029 ซึ่งเป็นหนึ่งใน 58 ประเทศสมาชิกที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ยูเนสโก อันสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศต่อบทบาทของประเทศไทยในการร่วมขับเคลื่อนภารกิจขององค์การในระดับโลก โดยคณะกรรมการบริหารมีหน้าที่กำกับติดตามการดำเนินงานของยูเนสโกในภาพรวม พิจารณานโยบาย แผนงาน และงบประมาณ รวมทั้งติดตามการดำเนินการตามมติของที่ประชุมสมัยสามัญขององค์การยูเนสโก
ดังนั้น กระทรวงวัฒนธรรมขอให้ประชาชนมั่นใจว่า ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านข้อมูล องค์ความรู้ หลักฐานทางวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินงานด้านมรดกวัฒนธรรมตามมาตรฐานขององค์การยูเนสโก โดยกระบวนการพิจารณามรดกวัฒนธรรมขององค์การยูเนสโกยึดหลักเกณฑ์ ขั้นตอนการประเมิน และหลักฐานทางวิชาการเป็นสำคัญ
“ทั้งนี้ ประเทศไทยจะเดินหน้ายกระดับการทูตวัฒนธรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสงวนรักษา สืบสาน และส่งเสริมมรดกวัฒนธรรมของชาติ เพื่อเสริมสร้างการยอมรับและบทบาทของประเทศไทยในเวทีวัฒนธรรมโลกต่อไป” โฆษก วธ. กล่าว

