วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ทพญ.รตนอร จูห้อง ผู้อำนวยการโครงการ ส่วนงานบริหารและพัฒนาทุนมนุษย์ สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล นำคณะผู้บริหารจากกระทรวงสาธารณสุขประเทศศรีลังกาเข้าศึกษาดูงานด้านการพัฒนาคุณภาพสถานพยาบาล ณ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดปทุมธานี เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการพัฒนาคุณภาพบริการสุขภาพ การบริหารจัดการองค์กร และการขับเคลื่อนมาตรฐานสถานพยาบาลสู่ระดับสากล

ในการนี้ รองศาสตราจารย์นายแพทย์ฉัตรชัย มิ่งมาลัยรักษ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและพัฒนาคุณภาพ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงาน พร้อมนำเสนอภาพรวมการดำเนินงานและแนวทางการพัฒนาคุณภาพของโรงพยาบาล ซึ่งมุ่งสู่การเป็น “โรงพยาบาลชั้นนำระดับสากล ทันสมัย ใส่ใจบริการ” โดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางของการดูแล (Patients Need Come First) ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีทางการแพทย์ และการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยเพื่อยกระดับคุณภาพบริการอย่างต่อเนื่อง

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติเป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Advanced HA และมีเป้าหมายพัฒนาสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ ทั้งด้านบริการทางการแพทย์ การศึกษา การวิจัย และนวัตกรรมสุขภาพ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Center of Excellence) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนการดูแลผู้ป่วย และการสร้างองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย และยั่งยืน เพื่อตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนในอนาคต
คณะผู้แทนจากศรีลังกาได้เยี่ยมชมหน่วยงานสำคัญของโรงพยาบาล ได้แก่ หน่วยการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke Unit) ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบบริการที่ได้รับการพัฒนาอย่างโดดเด่นด้านการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจร คลินิกโรคภูมิแพ้ โรคหืด และระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคภูมิแพ้และโรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงหน่วยรับบริจาคโลหิต เพื่อศึกษากระบวนการบริหารจัดการ การดูแลผู้ป่วยแบบสหสาขาวิชาชีพ และแนวทางการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
การศึกษาดูงานดังกล่าวนับเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือด้านการพัฒนาคุณภาพสถานพยาบาลและระบบสุขภาพระหว่างประเทศไทยและศรีลังกา ที่มุ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีด้านการรับรองคุณภาพ การบริหารจัดการองค์กร และการพัฒนาระบบบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย ตลอดจนเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพของทั้งสองประเทศในระยะยาว








