“เลขาธิการ สทนช.” ลงพื้นที่ จ.ยะลา บูรณาการทุกภาคส่วน ร่วมพิจารณา(ร่าง)แผนงานและคู่มือเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ มุ่งแก้ปัญหาเชิงรุกอย่างเป็นระบบและยั่งยืน พร้อมเสนอแผนเร่งด่วนรับมืออุทกภัยปีนี้

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำแผนงานการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ศอ.บต. จ.ยะลา และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (นราธิวาส ปัตตานี และยะลา) ภายหลังการถอดบทเรียนจากอุทกภัยในช่วงปี 2566-2568 พบข้อจำกัดและความท้าทายทั้งด้านสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงสลับพื้นที่ลุ่มต่ำ ปริมาณฝนสะสมที่สูงกว่าค่าปกติ และปัญหาลำน้ำตื้นเขินจากตะกอนดิน รวมถึงอิทธิพลจากน้ำทะเลหนุน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำ ทำให้พื้นที่ดังกล่าวเผชิญกับอุทกภัยซ้ำซากในช่วงเดือนตุลาคมถึงมกราคมของทุกปี สทนช. จึงได้บูรณาการข้อมูลกว่า 30 หน่วยงาน นำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อจัดทำ (ร่าง) แผนงานการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ครอบคลุมทั้งระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมถึงได้จัดทำ (ร่าง) คู่มือปฏิบัติงานสำหรับเจ้าหน้าที่ และ (ร่าง) คู่มือแนวทางการรับมืออุทกภัยสำหรับประชาชน เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการภัยพิบัติในพื้นที่อย่างเป็นระบบ

สำหรับการประชุมในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำ (ร่าง) แผนงานฯ และรายงานความก้าวหน้าการจัดทำ (ร่าง) คู่มือฯ ดังกล่าวเสนอต่อคณะทำงานฯ เพื่อร่วมกันพิจารณาให้ข้อเสนอแนะ ตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนนำไปปรับปรุงให้มีความสมบูรณ์ สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ พร้อมสำหรับการนำไปใช้งานจริงอย่างมีประสิทธิภาพ โดย (ร่าง) แผนงานฯ ดังกล่าวได้จำแนกออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านโครงสร้างพื้นฐาน เน้นการจัดการสมดุลน้ำเชิงโครงสร้างทั้งลุ่มน้ำและการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ (Area Based) 2.ด้านเทคนิค ใช้เทคโนโลยีด้านระบบตรวจวัด การพยากรณ์อากาศ ระบบเตือนภัยที่มีความแม่นยำ และ 3.ด้านการบริหารจัดการ การฝึกซ้อม ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจ การวางแผนอพยพ การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการจัดทำผังเมือง

โดยมีแผนงาน/โครงการทั้งหมด 859 โครงการ งบประมาณรวม 57,789.78 ล้านบาท พื้นที่ได้รับการป้องกันน้ำท่วมรวม 551,063 ไร่ แบ่งเป็น ระยะเร่งด่วน (ปี 2569-2570) จำนวน 568 โครงการ มุ่งเน้นโครงการขนาดเล็กที่มีความพร้อม ซ่อมแซมและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำเดิม สามารถป้องกันพื้นที่น้ำท่วมได้ 339,988 ไร่ เช่น การขุดลอกบึงแบเมาะ ต.สะเตง อ.เมืองยะลา จ.ยะลา, การปรับปรุงอาคารป้องกันตลิ่งบริเวณ ปตร.ปลายคลองระบายน้ำพรุบาเจาะสายใหญ่ โครงการพรุบาเจาะ–ไม้แก่นอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.โคกเคียน อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส, การก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองยะกังตอนล่าง ต.ลำภู อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส, การก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนสุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส, การก่อสร้างพนังกั้นน้ำแม่น้ำโก-ลก ฝั่งซ้าย กม.0+990 ถึง กม.2+135 ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เป็นต้น
ระยะสั้น (ปี 2571-2572) จำนวน 227 โครงการ ป้องกันพื้นที่น้ำท่วม 68,575 ไร่ ระยะกลาง (ปี 2573-2575) จำนวน 52 โครงการ ป้องกันพื้นที่น้ำท่วม 24,764 ไร่ และระยะยาว (ปี 2576 ขึ้นไป) จำนวน 12 โครงการ ป้องกันพื้นที่น้ำท่วมได้ 117,741 ไร่ ซึ่งเน้นโครงการที่มีลักษณะโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว เช่น การก่อสร้างคลองผันน้ำและอ่างเก็บน้ำ โดยโครงการในระยะกลางและระยะยาวจะมีการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อให้มีข้อมูลที่ครบถ้วน ครอบคลุม เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และการคาดการณ์สถานการณ์ในอนาคต
นอกจากนี้ สทนช. ยังได้ประเมินสถานการณ์สภาพอากาศในปีนี้ที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากสภาวะเอลนีโญ ส่งผลให้ปริมาณฝนรวมทั้งประเทศรวมถึงพื้นที่ภาคใต้มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง ขณะเดียวกัน ปีนี้คาดว่าประเทศไทยจะได้รับอิทธิพลจากพายุหมุนเขตร้อนประมาณ 1-2 ลูก ดังนั้น เพื่อให้การรับมือภัยพิบัติต่างๆ เป็นไปอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพสูงสุด สทนช. จึงได้เสนอแนวทางการจัดตั้งศูนย์บัญชาการ เชื่อมโยงอำนาจหน้าที่ระหว่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 โดยปรับโครงสร้างให้เกิดความคล่องตัว แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระดับ ได้แก่ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) และศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ เพื่อทำหน้าที่วิเคราะห์ สนับสนุนข้อมูลสถานการณ์น้ำให้แก่กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) มุ่งเน้นบูรณาการบริหารจัดการน้ำในช่วงภาวะวิกฤตให้มีความเป็นเอกภาพ รวดเร็ว ยกระดับการพยากรณ์และแจ้งเตือนภัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคประชาชน รวมทั้งลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้ได้มากที่สุด















