นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยการยื่นเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือโครงการการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ (Memorandum of Cooperation on the Employment for Skill Development Program : MOC) ระหว่างไทยและญี่ปุ่น เพื่อรองรับระบบการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ (Employment for Skill Development : ESD) ของญี่ปุ่น ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2570 แทนระบบผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค (TITP)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ระบบ ESD มุ่งพัฒนาแรงงานต่างชาติให้มีทักษะสูงขึ้นและสามารถก้าวสู่สถานะแรงงานทักษะเฉพาะ (SSW) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในภาคการผลิต ก่อสร้าง เกษตรกรรม และการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสาขาที่ญี่ปุ่นยังคงมีความต้องการจ้างแรงงานจำนวนมาก ท่ามกลางการเข้าสู่สังคมสูงวัยและภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างต่อเนื่อง
“การที่รัฐบาลญี่ปุ่นเสนอให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ลงนามในบันทึกความร่วมมือฉบับนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพแรงงานไทยและระบบบริหารจัดการแรงงานของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะช่วยรักษาช่องทางการจ้างงานของแรงงานไทยในตลาดแรงงานญี่ปุ่นภายใต้ระบบใหม่แล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสเข้าถึงตำแหน่งงานคุณภาพ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และขยายความร่วมมือด้านแรงงานไปสู่สาขาอาชีพใหม่ ๆ ในอนาคต” นายจุลพันธ์ กล่าว
สำหรับสาระสำคัญของบันทึกความร่วมมือดังกล่าว ครอบคลุมการคุ้มครองสิทธิแรงงาน การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การป้องกันการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ รวมถึงการติดตามและประเมินผลความร่วมมือ เพื่อให้การเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นไปอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองประเทศ
ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางานให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและดูแลแรงงานไทยที่ไปทำงานในประเทศญี่ปุ่นมาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2565–2569) มีแรงงานไทยได้รับอนุญาตเดินทางไปทำงานในประเทศญี่ปุ่นแล้วจำนวน 37,323 คน และยังคงทำงานอยู่ในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 21,306 คน ปัจจุบัน การจ้างแรงงานต่างชาติในญี่ปุ่นแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ แรงงานทักษะฝีมือ ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค และแรงงานทักษะเฉพาะ โดย 5 สาขาอาชีพที่แรงงานไทยนิยมทำงานมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตอาหาร อุตสาหกรรมผลิตโลหะ คนงานทั่วไป ช่างเทคนิคช่างฝีมือ และภาคเกษตรกรรม ขณะนี้ยังมีตำแหน่งงานว่างรองรับแรงงานไทยอีกกว่า 4,750 อัตรา อาทิ งานอุตสาหกรรมทะเล งานประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ งานกดโลหะ งานผลิตอาหารสำเร็จรูป และงานเกษตรกรรม ซึ่งร่างบันทึกความร่วมมือดังกล่าวข้างต้น (MOC) ที่กระทรวงแรงงานผลักดันร่วมกับรัฐบาลญี่ปุ่น ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยเปิดประตูสู่ตลาดแรงงานคุณภาพ ให้แรงงานไทยได้พัฒนาทักษะและสั่งสมประสบการณ์การทำงานในประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก
นอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตแล้ว แรงงานไทยยังสามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับกลับมาต่อยอดการประกอบอาชีพ รวมทั้งสามารถเลือกทำงานกับสถานประกอบการต่างๆได้หลากหลายมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างทรัพยากรบุคคลของประเทศที่มีคุณภาพและศักยภาพในการทำงาน
ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและโอกาสการทำงานต่างประเทศได้ที่เว็บไซต์กรมการจัดหางาน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ หรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10 และสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

