กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในแวดวงการคลัง เมื่อมีกระแสกดดันให้รัฐบาลรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ยุบระบบ 2 อัตราทิ้ง แล้วหันมาใช้ระบบ “อัตราเดียว” (Single Rate) โดยอ้างสูตรสำเร็จว่า จะช่วยโกยรายได้เข้ากระเป๋ารัฐเพิ่มขึ้นปีละเป็นหมื่นล้าน แต่คำถามที่นักเศรษฐศาสตร์และคนในอุตสาหกรรมยาสูบกำลังตั้งข้อสังเกตคือ นี่คือการแก้ปัญหาแบบ “เกาไม่ถูกที่คัน” หรือกำลังมีใครจงใจเปิดประตูบ้านให้ทุนข้ามชาติเข้ามาผูกขาดตลาดกันแน่?

หากรัฐบาลบ้าจี้ทำตามข้อเสนอ “อัตราเดียว” สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในทันที ไม่ใช่รายได้รัฐที่เพิ่มขึ้น แต่อาจเป็น “มหันตภัยต้มยำกุ้ง” ของอุตสาหกรรมยาสูบไทย ด้วยเหตุผล 3 ข้อที่ไม่ควรมองข้าม:
บุหรี่นอกเตรียมฉลองชัย: การปรับเป็นอัตราเดียว จะทลายกำแพงภาษีที่เคยปกป้องสินค้าในประเทศลง บุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศที่มีสายป่านยาวและต้นทุนต่ำ จะหั่นราคาขายปลีกลงมาฟัดกับบุหรี่ไทยทันที เกิดสงครามราคา (Price Dumping) ที่ท้ายที่สุดแล้ว การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจไทยจะพังพาบ เพราะไม่มีกำลังไปสู้กับทุนยักษ์ใหญ่ระดับโลก
กรรมตกที่ชาวไร่ไทย: เมื่อ ยสท. ขายของไม่ได้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการ “ตัดงบและลดโควตารับซื้อใบยา” จากพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ยาสูบไทยนับหมื่นครอบครัวในภาคเหนือและอีสาน ทุนต่างชาติไม่เคยควักเงินซื้อใบยาไทยอยู่แล้ว การปรับภาษีแบบนี้จึงเท่ากับเป็นการทุบหม้อข้าวคนไทย เพื่อประเคนกำไรส่งออกไปต่างประเทศ
บุหรี่เถื่อนยิ้มกริ่ม: ทุกวันนี้บุหรี่หนีภาษีข้ามชายแดนและบุหรี่ออนไลน์ก็ขายกันเกลื่อนเมืองอยู่แล้ว หากรัฐขยับราคาบุหรี่ถูกกฎหมายให้แพงขึ้นทั้งกระดาน คนสูบไม่ได้เลิกครับ… แต่พวกเขาจะหนีไปซบบุหรี่เถื่อนราคาซองละไม่กี่สิบบาทอย่างเต็มตัว ท้ายที่สุดรัฐก็เก็บภาษีไม่ได้อยู่ดี
รัฐบาลต้องตื่นจากฝันกลางวัน ปัญหาเงินภาษีหายไม่ใช่เพราะระบบ 2 อัตรา แต่เกิดจาก “บุหรี่เถื่อน” ที่ปล่อยปละละเลยให้ระบาดจนเต็มเมืองต่างหาก ถ้าอยากได้เงินเข้ารัฐเพิ่ม ไปเร่งปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายให้จริงจัง อย่าหาทำนโยบายเอื้อทุนนอกแล้วทิ้งคนไทยไว้ข้างหลังเลยครับ!

