
นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคใต้ เขต 2 พร้อมด้วยตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต รับทราบเบาะแสมีบุคคลต่างด้าวประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเป็นชายชาวรัสเซียขายรายการนำเที่ยวและจัดการนำเที่ยวออกจากท่าเรืออ่าวฉลอง ตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตจึงเฝ้าติดตามพฤติกรรม ซึ่งสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวฯ ได้ตรวจสอบระบบฐานข้อมูล พบสถานะยกเลิกใบอนุญาต และมีชาวรัสเซียเป็นกรรมการและหุ้นส่วน โดยมีการเพิกถอนใบอนุญาต เนื่องจากผิดคุณสมบัติตามมาตรา 17 ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2567
วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวฯ และตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต จึงร่วมกันวางแผนจับกุมชายชาวรัสเซียกลางทะเล ด้วยเรือตำรวจท่องเที่ยว และแจ้งข้อกล่าวหาตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 ดังนี้
1. ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตความผิดตามมาตรา 15 ประกอบมาตรา 80 โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2. ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ความผิดตามมาตรา 49 ประกอบมาตรา 86 โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากความผิดตามกฎหมายธุรกิจนำเที่ยวแล้ว ยังมีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 มาตรา 8 ห้ามมิให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษตามมาตรา 101 ปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 50,000 บาทอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการดำเนินคดีอย่างเข้มงวดกับผู้กระทำความผิด เพื่อคุ้มครองสิทธิของนักท่องเที่ยวและรักษามาตรฐานวิชาชีพมัคคุเทศก์ไทยให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งเป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทย และทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวของประเทศเติบโตอย่างมีมาตรฐานและยั่งยืน






