กรมประมงชูโมเดลเข้มแข็ง “จับ 1 ปล่อย 100” ฟื้นฟูปลาบึกเขื่อนแก่งกระจาน ตั้งเป้า 3,500 ตัวในปี 2569 พร้อมยกระดับจัดการฝังไมโครชิพติดตามวงจรชีวิต  มุ่งบริหารทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน

วันที่ 9 เมษายน 2569 กรมประมงร่วมกับคณะกรรมการบริหารจัดการการทำประมงปลาบึกและกองทุนปลาบึก เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ดำเนินโครงการฝังไมโครชิพและปล่อยพันธุ์ปลาบึก เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรปลาบึกในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน ประจำปี 2569 โดยในปี 2568 ได้กำหนดระยะเวลาและจำนวนปลาบึกที่ให้ทำการประมงได้ จำนวน 35 ตัว ซึ่งครบตามจำนวนแล้ว ชุมชนจึงได้กำหนดให้ปล่อยปลาบึกทดแทนในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน ตามแนวคิดจับ 1 ตัว ปล่อย 100 ตัว ให้ครบตามเป้าหมาย จำนวน 3,500 ตัว ภายในปี พ.ศ.2569 โดยในวันนี้กรมประมงดำเนินการปล่อยพันธุ์ปลาบึกทดแทนการจับ รอบที่ 1 จำนวน 1,300 ตัว และดำเนินการสุ่มฝังไมโครชิพในตัวปลาบึก จำนวน 200 ตัวเพื่อรวบรวมข้อมูลและนำไปใช้ในการวางแผนและจัดการทรัพยากรปลาบึก ในเขื่อนแก่งกระจานต่อไป

นายประเทศ ซอรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ปล่อยพันธุ์ปลาบึก (เรารักแก่งกระจาน) ครั้งที่ 4” พร้อม kick off โครงการฝังไมโครชิพเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรปลาบึกอย่างยั่งยืน ว่า อ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจานถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่กรมประมงได้นำลูกพันธุ์ปลาบึก ซึ่งเป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในโลกจากลุ่มน้ำโขงมาปล่อยเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำมาตั้งแต่ปี 2528 จนกลายเป็นทรัพยากรล้ำค่าที่สร้างรายได้หลักให้แก่คนในท้องถิ่น ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ เกิดจากการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งระหว่าง กรมประมงและ“กลุ่มผู้ประกอบอาชีพประมงเพื่อการอนุรักษ์ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียงเขื่อนแก่งกระจาน” จาก 6 ชุมชนรอบเขื่อน ได้แก่ บ้านท่าเรือ บ้านวังวน บ้านท่าลิงลม บ้านพุเข็ม บ้านพุบอน และบ้านน้ำทรัพย์ โดยบริหารความร่วมมือผ่านกลไกคณะกรรมการบริหารจัดการการทำประมงปลาบึกและกองทุนปลาบึก วางกฎกติกาการทำประมงที่ยั่งยืน อาทิ การกำหนดช่วงเวลาทำประมงเพียงปีละ 1 ครั้ง และการใช้เครื่องมือประมงที่มีขนาดช่องตาตาข่ายไม่ต่ำกว่า 50 เซนติเมตร เพื่อเปิดโอกาสให้ปลาขนาดเล็กได้เติบโต โดยเฉพาะแนวคิด “จับ 1 ตัว ปล่อยทดแทน 100 ตัว” ซึ่งมีการกำหนดจำนวนปลาบึกที่ให้ทำการประมงได้ในแต่ละปี และชาวประมงที่จับปลาบึกได้ต้องสมทบเงินเข้ากองทุนตัวละ 1,000 บาท เพื่อนำไปจัดซื้อพันธุ์ปลามาปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ทั้งนี้ ในปี 2568 ที่ผ่านมา มียอดการจับปลาบึกรวม 35 ตัว ชุมชนจึงมีเป้าหมายปล่อยปลาบึกทดแทนให้ครบ 3,500 ตัว ภายในปี พ.ศ. 2569

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวต่อไปว่า เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น และสอดรับกับนโยบายของนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ภายใต้แนวคิด Fisheries Connect for Sustainability ที่มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือด้านการประมงกับทุกภาคส่วน เสริมสร้างความสมดุลในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างเท่าเทียมเพื่อความยั่งยืน โดยบริหารจัดการบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลทางวิชาการที่แม่นยำ พร้อมสนับสนุนการฟื้นฟูอาชีพชาวประมงให้มีความมั่นคง กรมประมงจึงได้นำนวัตกรรมเทคโนโลยีเครื่องหมาย Passive Integrated Transponder (PIT) tag หรือไมโครชิพ มาใช้ฝังในตัวปลาบึกที่ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ โดยไมโครชิพดังกล่าวมีขนาดเล็กมากจนไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของปลา แต่มีคุณสมบัติพิเศษคือมีรหัสเฉพาะตัวที่คงทนถาวร ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามข้อมูลเชิงลึก ทั้งอัตราการเจริญเติบโต แหล่งที่อยู่อาศัย และเส้นทางการเคลื่อนย้ายได้อย่างแม่นยำ โดยข้อมูลทางวิชาการเหล่านี้ จะถูกนำมาใช้วางแผนบริหารจัดการจำนวนประชากรปลาบึกในเขื่อนแก่งกระจานให้มีความสมดุล เหมาะสมกับระบบนิเวศ และสอดคล้องกับการกำหนดจำนวนปลาบึกที่ให้ทำการประมงได้ในแต่ละปี เพื่อความยั่งยืนต่อไปในอนาคต

สำหรับกิจกรรมภายในงานวันนี้ กรมประมงได้ดำเนินการปล่อยพันธุ์ปลาบึกคืนสู่ธรรมชาติ (รอบที่ 1) รวม 1,300 ตัว โดยในจำนวนนี้มีการสุ่มฝังไมโครชิพเพื่อการวิจัยจำนวน 200 ตัว และยังมีการจัดนิทรรศการการบริหารจัดการทรัพยากรปลาบึกและฝังไมโครชิพ การเพาะฟักปลาจากชุด Mobile hatchery นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับชุมชนจัดพิธีทำบุญสืบชะตาปลาเพื่อความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อของชาวเรือ พร้อมทั้งปล่อยลูกปลาตะเพียน 50,000 ตัว และลูกกุ้งก้ามกราม 100,000 ตัว เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพให้กับระบบนิเวศ

กรมประมงเชื่อมั่นว่าการผสานนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ากับกลไกความร่วมมือในภาคประชาชน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ทรัพยากรปลาบึกและสัตว์น้ำอื่น ๆ ในเขื่อนแก่งกระจานคงความอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งสร้างอาชีพที่มั่นคงให้แก่พี่น้องชาวประมงได้อย่างยั่งยืน รองอธิบดีกรมประมง กล่าวทิ้งท้าย