จากสงคราม สหรัฐ อิหร่าน และอิสราเอล มีผลกับเรื่องพลังงานเชื้อเพลิง ทำให้พลังงานทดแทนมีความสำคัญและมีบทบาทในการพัฒนาประเทศ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ในฐานะที่ได้มีการสานพลังกับภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 ประเด็นการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ดัน “โซลาร์เซลล์”
จากเหตุการดังกล่าว สช.ได้มีบทบาทอย่างไรในการขับเคลื่อนประเด็นดังกล่าว ให้กับวิกฤตของประเทศไทยในครั้งนี้
วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่ปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้ราคาพลังงานเชื้อเพลิงโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และตอกย้ำความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจทั้งในระดับโลก และของประเทศไทย ที่ยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากภูมิภาคดังกล่าวในสัดส่วนสูง ดังนั้นการพัฒนาพลังงานทดแทน เพื่อให้เราสามารถพึ่งตนเองได้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และพลังงานทดแทนที่น่าจะเป็นจุดแข็งของประเทศไทย ก็คือพลังงานแสงอาทิตย์นี่เอง
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่พัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ได้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเด็น “การเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์” ผ่านกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 ซึ่งเป็นเวทีนโยบายสาธารณะที่เปิดโอกาสให้ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมกันพัฒนาแนวทางนโยบายเพื่อขับเคลื่อนประเทศอย่างรอบด้าน

ดร.นาตยา พรหมทอง ผู้อำนวยการสำนักนโยบายภาคกลาง (สช.) ได้พูดถึงการดำเนินงานที่ผ่านมาว่า “สช. และภาคีเครือข่ายสมัชชาสุขภาพ เราไม่ได้เพิ่งเริ่มสนใจเรื่องนี้เพราะวิกฤตจากสงครามที่เกิดขึ้น แต่เราได้ริเริ่มและดำเนินงานขับเคลื่อนประเด็นนี้อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2567 โดยกำหนดให้เป็นหนึ่งในระเบียบวาระสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 และได้รับการผ่านมติเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568”
หัวใจสำคัญของงานนี้ คือ กระบวนการ “สานพลังภาคีเครือข่าย” ผ่านคณะทำงานพัฒนาประเด็นฯ ซึ่งประกอบด้วยภาคีสำคัญจากหลายภาคส่วน ได้แก่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องภายใต้กระทรวงพลังงาน กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สวทช. สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย รวมถึงภาคีที่เข้าร่วมเสริมความแข็งแกร่งในช่วงการขับเคลื่อนข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติ ได้แก่ TDRI และ GIZ ซึ่งนำประสบการณ์ระดับนานาชาติมาเสริม
ดร.นาตยา ยังกล่าวอีกว่า ตลอดปี 2568 คณะทำงานได้จัดกระบวนการรับฟัง ถกแถลง และปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกระดับ จนได้มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยข้อเสนอเชิงนโยบาย 2 ส่วนหลัก คือ
ส่วนที่ 1: การสร้างพลังให้ชุมชนเป็นเจ้าของและผู้ประกอบการพลังงาน (โดยเฉพาะเน้นกลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจ สังคม คนพิการ ผู้เช่าที่อยู่อาศัย และชุมชนห่างไกล) ประกอบด้วย การสร้างสังคมแห่งความรอบรู้ด้านพลังงานสะอาดผ่านกลไกระดับพื้นที่, การพัฒนากลไกนโยบาย กฎหมาย และการเงินแบบบูรณาการเพื่อปลดล็อคศักยภาพพลังงานชุมชน, และการเสริมบทบาท อปท. เป็นกลไกกลางในพื้นที่
ส่วนที่ 2: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกลไกกำกับดูแลระดับประเทศ ประกอบด้วย ระบบมาตรฐานและคุ้มครองผู้บริโภคตลอดวงจรชีวิต, โครงสร้างพื้นฐานระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะที่รองรับพลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์, การปฏิรูปโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าเพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่ม, และการบริหารจัดการซากแผงโซลาร์เซลล์อย่างครบวงจรตามหลัก Extended Producer Responsibility
มตินี้กำหนดให้มีการติดตามและรายงานความก้าวหน้าต่อสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 20 ต่อไป วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในขณะนี้ยิ่งตอกย้ำว่าทิศทางที่ สช. และภาคีเครือข่ายเลือกเดินนั้นถูกต้อง การบรรลุความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานแสงอาทิตย์ ที่ชุมชนสามารถเข้าถึงและเป็นเจ้าของได้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ สช. พร้อมทำหน้าทีเป็นกลไกกลางในการเชื่อมประสานทุกภาคส่วนให้ขับเคลื่อนมติสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
หลังจากที่ได้มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา สช. ได้เสนอคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาและให้ความเห็นชอบ เพื่อผลักดันข้อเสนอฯ ดังกล่าว ไปสู่คณะรัฐมนตรีและกลไกต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ เรายังมีการทำงานขยายวงออกไปสู่ภาคีเครือข่ายอื่นๆ ที่สนใจเพิ่มเติม เช่น ร่วมกับ TDRI และสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ GIZ จากประเทศเยอรมัน เตรียมจัดเวทีสื่อสารเรื่องพลังงานชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจสู่สังคม และผลักดันการขับเคลื่อนร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น ดร.นาตยา กล่าว





