รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผย รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ พัฒนาพื้นที่แห่งใหม่เป็นศูนย์เชี่ยวชาญ 5 สาขา ได้แก่ รับบริจาคและปลูกถ่ายอวัยวะ, หัวใจและหลอดเลือด, โรคมะเร็ง, ทารกแรกเกิด, อุบัติเหตุและฉุกเฉิน เตรียมเพิ่มบริการสุขภาพมูลค่าสูง คาดสร้างรายได้ปีละประมาณ 100 ล้านบาทพร้อมปรับพื้นที่แห่งเดิมรองรับบริการสังคมสูงอายุและบริการเชิงธุรกิจ

วันที่ 9 มีนาคม 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ติดตามการดำเนินงานและแผนพัฒนาโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ โดยมี นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข น.ส.จิตศ์ตราฎ์ หมีทองธนกร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมคณะ
นายพัฒนา กล่าวว่า โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ เป็นโรงพยาบาลศูนย์ในเขตสุขภาพที่ 3 (นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร อุทัยธานี ชัยนาท) มีการพัฒนาระบบบริการเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการดูแลรักษาที่มีคุณภาพครอบคลุมทั้งกลุ่มโรคและช่วงวัย โดยโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ (เขาเขียว) ซึ่งเป็นแห่งใหม่ ได้มุ่งเน้นสู่การเป็นศูนย์เชี่ยวชาญ 5 สาขา ได้แก่ 1) ศูนย์รับบริจาคและปลูกถ่ายอวัยวะ ในปี 2568 ปลูกถ่ายกระจกตาแล้ว 58 ราย ปี 2569 จะจัดตั้งศูนย์ปลูกถ่ายไต ปลูกถ่ายไขกระดูก ในเดือนมีนาคม และมีแผนปลูกถ่ายไตรายแรก ในเดือนเมษายน 2)ศูนย์เชี่ยวชาญด้านหัวใจและหลอดเลือด 3) ศูนย์เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง ให้บริการรักษาโรคมะเร็งครบวงจร ด้วยการผ่าตัด การฉายรังสีแบบ 3 มิติแบบเร่งอนุภาค การรักษาด้วยยาเคมีบําบัดแบบมุ่งเป้า และภูมิคุ้มกันบําบัด โดยปี 2570 จะให้บริการด้วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์ 4) ศูนย์เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด ดูแลทารกป่วยวิกฤต ทารกคลอดก่อนกำหนด ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และ 5) ศูนย์เชี่ยวชาญด้านอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ใช้โปรแกรม smart ER ติดตามตําแหน่งและสถานะผู้ป่วยแบบ real time สามารถทำ CT scan และมีห้องผ่าตัดภายใน ดูแลผู้ป่วยวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ มีแผนเพิ่มบริการสุขภาพมูลค่าสูง เช่น การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์, เทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์ลำดับพันธุกรรม, การบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างรายได้ปีละประมาณ 100 ล้านบาท
นายพัฒนา กล่าวต่อว่า ส่วนพื้นที่โรงพยาบาลแห่งเดิม มีแผนพัฒนาเป็นศูนย์การแพทย์อายุยืนนครสวรรค์ (Nakhon Sawan Longevity Center) ตั้งเป้าเป็นโรงพยาบาลเขตเมืองที่เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมสุขภาวะและผู้สูงอายุแบบองค์รวม ภายในปี 2580 รองรับการเป็นสังคมสูงอายุ ให้บริการอย่างครอบคลุม อาทิ แพทย์แผนไทย, แพทย์แผนจีน, กายภาพบำบัด, คลินิกผู้สูงอายุ, อาชีวเวชศาสตร์, เวชศาสตร์ครอบครัว, ทันตกรรม, ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม รวมทั้งดูแลผู้ป่วยระยะกลางและระยะประคับประคอง และจะยกระดับบริการเชิงธุรกิจ เช่น สปา ธาราบำบัด ห้องปรับบรรยากาศความดันสูงที่ใช้เพื่อการบำบัดทางการแพทย์ (HBOT) เป็นต้น










