“รมว.พัฒนา” ติดตามความพร้อมดูแลสุขภาพคนไทยเดินทางกลับจากเหตุความรุนแรงในตะวันออกกลาง เพิ่มระบบดูแลทางไกลทั้งสุขภาพกาย-สุขภาพจิต

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประชุมติดตามการเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข ดูแลคนไทยที่จะเดินทางกลับจากเหตุความรุนแรงในตะวันออกกลาง หากได้รับการประสานอพยพสามารถให้การดูแลได้ทันที ตั้งแต่สนามบินทั้ง 5 แห่ง จนถึงเดินทางกลับภูมิลำเนา รวมทั้งจัดระบบดูแลทางไกล พบแพทย์ผ่านระบบ Telemedicine ปรึกษาสุขภาพจิตผ่านสายด่วน 1323 ส่วนข้อกังวลเรื่องยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบ อย. และองค์การเภสัชกรรมมีการติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

วันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่ ศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานประชุมติดตามความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข รองรับการดูแลคนไทยจากเหตุความรุนแรงในตะวันออกกลาง โดยมี นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้บริหารกรมวิชาการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค เข้าร่วมประชุมทั้งออนไซต์และออนไลน์ และให้สัมภาษณ์หลังประชุม ว่า รัฐบาลได้ตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์ตะวันออกกลาง” (War Room) เพื่อติดตามสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือคนไทยที่มีกว่า 100,000 คน โดยอยู่ในประเทศอิสราเอลซึ่งเป็นจุดสำคัญกว่า 65,000 คน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กว่า 20,000 คน ซึ่งขณะนี้มีผู้แจ้งความประสงค์เดินทางกลับผ่านหน่วยงานของกระทรวงการต่างประเทศบ้างแล้ว แต่กระบวนการขั้นตอนต่างๆ ยังเป็นไปตามระบบปกติ

นายพัฒนากล่าวต่อว่า ในส่วนกระทรวงสาธารณสุข ได้เตรียมความพร้อมดูแลประชาชนที่อยู่ในตะวันออกกลาง โดยประสานสถานทูตจัดระบบ Telemedicine นัดหมายพบแพทย์ทางไกลผ่านแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” ซึ่งจะเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพเข้าระบบฐานข้อมูล สามารถดูแลต่อเนื่องเมื่อกลับถึงประเทศไทย และเปิดช่องทางสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อลดความเครียดจากสถานการณ์ กรณีที่มีการอพยพกลับ ได้จัดระบบคัดกรองสุขภาพในสนามบิน 5 แห่ง ได้แก่ สนามบินกองทัพอากาศ (บน.6) สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินอู่ตะเภา และสนามบินหาดใหญ่ เพื่อคัดกรองโรคติดต่อที่สำคัญ อาทิ เมอร์ส ไข้เวสไนล์ เป็นต้น รวมถึงการเจ็บป่วยอื่นๆ และปัญหาสุขภาพจิต โดยมีโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ กรมสุขภาพจิต และโรงพยาบาลในพื้นที่ เป็นหน่วยรับส่งต่อรักษา และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด/โรงพยาบาลตามภูมิลำเนา ติดตามดูแลในพื้นที่ สำหรับเรื่องยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบ ทั้งนี้ อย. และองค์การเภสัชกรรม ได้ร่วมกันติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด